ประวัติ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

| 01/01/1970 07:00 น. | 30 Views

     จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางจอมขยันชาวอังกฤษของ ลิเวอร์พูล ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวการลาทีมของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลูกพี่ใหญ่แห่งถิ่น แอนฟิลด์ ว่าเป็นเรื่องชวนช็อกสำหรับทุกคน แต่ก็พร้อมยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้ของ เจอร์ราร์ด ที่ค้าแข้งมาถึง 17 ฤดูกาลให้ทีม

     มิดฟิลด์ท่านรองหมายเลข 14 กล่าวว่า "นี่คือเรื่องช็อคครั้งใหญ่ของเช้าวันนี้ที่ สตีวี่ จะออกไปจากทีมหลังจบฤดูกาล มันยากมากในเรื่องนี้เพราะเขาคือกัปตันของพวกเรา และเป็นตัวอย่างของเรามาตลอดหลายปี"

     "มันเป็นเรื่องช็อกหัวใจของทุกคน โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นนักเตะ เราทำได้แค่เพียงทำใจ และรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ให้ดีที่สุด เท่าที่เราสามารถทำได้"

ชื่อเต็ม : จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน
วันเกิด : 17 มิถุนายน 1990 (อายุ 24 ปี)
เกิดที่ : ซันเดอร์แลนด์ , ประเทศอังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 187 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล
 
ประวัติส่วนตัว
ซันเดอร์แลนด์ 2008
     เฮนเดอร์สัน เกิดในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ โดยเขาถูกจับเซ็นสัญญาเข้าถิ่น ''แมวดำ'' ในวันที่ 1 กรกฏาคม 2008 และถูกส่งลงเล่นเกมแรกในลีกด้วยวัยเพียง 18 ปี หลังจากถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งหลังในเกมที่บุกไปแพ้ เชลซี 0-5 เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 2008 เฮนเดอร์สัน ได้ส่งลงเล่นในบ้านเกมแรกโดยเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงด้วยในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ถ้วยลีกคัพ 
 
โคเวนทรี 2009(ยืมตัว)
     เดือน มกราคม ปี 2009 เฮนเดอร์สัน ต้องถูกส่งลงไปเล่นในลีก เดอะแชมเปี้ยนชิพ กับสโมสร โคเวนทรี เป็นระยะเวลาหลายเดือนด้วยสัญญายืมตัว ''เฮนโด้'' ลงเล่นให้กับโคเวนทรี เกมแรกในนัดที่แพ้ให้กับ ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ ไป 2-1 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2009 แต่ถึงอย่างไรแล้วฟอร์มโดยรวมของ เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นที่น่าพอใจสำหรับทางด้านสโมสร โคเวนทรี และได้มีการเจรจาเพื่อขอยืดสัญญาในการยืมตัว เฮนเดอร์สัน ออกไปอีกจนจบฤดูกาล ในตอนนั้น เฮนเดอร์สัน ตื่นเต้นมากที่จะได้ขยายสัญญาจนจบฤดูกาล แต่ในที่สุดแล้วเขาก็ได้ลงเล่นเพิ่มอีกแค่ไม่กี่นัดและสามารถทำประตูแรกได้ในเกมกับ นอริช ซิตี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2009 หลังจากนั้น ''เฮนโด้'' ก็ต้องถูกส่งกลับไปยังต้นสังกัดอย่าง ซันเดอร์แลนด์ เนื่องจากได้รับปัญหาอาการบาดเจ็บจนกระดูกฝ่าเท้าแตก เมื่อวันที่ 8 เมษายน ปี 2009 
 
ซันเดอร์แลนด์ 2009 - 2011
     เมื่อเขากลับมายัง ซันเดอร์แลนด์ อีกครั้ง ในฤดูกาล 2009-2010 เฮนเดอร์สัน ก็กลายเป็นตัวหลักของทัพ ''แมวดำ'' ทันที โดยถูกส่งลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก อย่างสม่ำเสมอ และสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อของ ซันเดอร์แลนด์ ในเกมที่พบกับ เบอร์บิงแฮม ในเกมลีกคัพรอบสาม หลังจากนั้นไม่นานเขาก็มาทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2009 ฤดูกาลแรกกับ ซันเดอร์แลนด์ นั้น ''เฮนโด้'' มักถูกจับไปเล่นเป็นปีกขวา เพราะเขาต้องหลีกทางให้กับกองกลางจอมโหดอย่าง ลี แคทเทอร์โมล์ หลังจากทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ซันเดอร์แลนด์ ก็ตัดสินใจมอบของขวัญให้ เฮนเดอร์สัน ด้วยการต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 5 ปี เมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี 2010 ซึ่งแน่นอนสัญญาของเขากับทัพ ''แมวดำ'' ลากยาวไปถึงปี 2015 เลยทีเดียว แถมในฤดูกาลนี้ ''เฮนโด้'' ยังสามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ถือว่าฤดูกาล 2009-2010 นี้ของ เฮนเดอร์สัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สวยหรูเลยทีเดียวในชีวิตอาชีพการค้าแข้งของคนๆหนึ่งที่สามารถจะทำได้ขนาดนี้ ฤดูกาลแรกกับ ''แมวดำ'' เฮนเดอร์สัน ยิงไปทั้งหมด 2 ประตู บวกกับอีก 6 แอสซิสต์ 
 
     เข้าสู่ฤดูกาล 2010-2011 เฮนเดอร์สัน ยังคงเริ่มต้นฤดูกาลด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม โดยสามารถทำ 2 ประตูได้ทันที ในเกมปรีซีซั่นกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ ฮอฟเฟ่นไฮม์ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เฮนเดอร์สัน รู้สึกไม่ค่อยถูกใจกับหลายเลขเสื้อเบอร์ 16 และได้ขอทางด้านต้นสังกัดมาสวมเสื้อหมายเลข 10 แทน ซึ่งมันก็เป็นเบอร์ที่ว่างอยู่จึงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับคำขอของเขา ฤดูกาลนี้ ''เฮนโด้'' ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวา จนมันไปเข้าตาผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นอย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ ได้เรียกเขาไปติดทีมชุดที่จะอุ่นเครื่องกับทีมชาติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2010 เฮนเดอร์สัน ถูกยกให้เป็นผู้เล่นที่มีความฟิตในระดับที่เกิน 100% เต็มไปแล้วเนื่องจากเขาวิ่งได้ตลอดทั้งเกมโดยไม่แสดงอาการเหนื่อยออกมาเลยแม้แต่น้อยและด้วยพละกำลังของเขาที่มีมหาศาลขนาดนั้น เขาช่วย ซันเดอร์แลนด์ ได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเกมกับ แมนฯซิตี้ , แมนฯยู หรือแม้กระทั่ง เชลซี ฟอร์มของเขาทำให้ถูกจับตามองโดยทีมใหญ่ๆในอังกฤษหลายทีม 
 
     วันที่ 11 มกราคม 2011 เฮนเดอร์สัน มีรายชื่อติดอยู่เป็น 1 ใน 13 รายชื่อเข้าชิงดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ ฟีฟ่า ด้วยพละกำลังและความฟิตของเขา เขาสามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งสัญชาติอังกฤษยอดเยี่ยม ไปครองได้สำเร็จเป็นรางวัลปลอบใจ และในฤดูกาลนี้ ''เฮนโด้'' ก็สามารถคว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ ได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยการวิ่งที่ไม่มีหมดของเขามันสามารถพิชิตใจแฟนบอลได้อย่างมหาศาล 
 
ลิเวอร์พูล 2011 - ปัจจุบัน
     9 มิถุนายน 2011 ซันเดอร์แลนด์ ได้ยอมรับข้อเสนอของทาง ลิเวอร์พูล จนได้สำหรับค่าตัวของ เฮนเดอร์สัน จาก 16 ล้านปอนด์ กลายเป็น 20 ล้านปอนด์(ประมาน 1,085ล้านบาท) ''เฮนโด้'' เข้ารับการตรวจร่างกายที่ เมลวู้ด และผ่านการตรวจร่างกายแบบชนิดที่ว่าแพทย์ต้องออกมาชมในสภาพร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งเกินกว่าคนธรรมดาที่เคยเจอ ไนเอลล์ ควินน์ ประธานสโมสรซันเดอร์แลนด์ ณ ขณะนั้น ออกมาพูดถึงการจากไปของ เฮนเดอร์สัน ว่าเขารู้สึกเสียใจมากที่ต้องปล่อยนักเตะที่เป็นเสมือนครอบครัวของเหล่าซันเดอร์แลนด์ไป เฮนเดอร์สัน จะกลายเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่ง ''เฮนโด้'' ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับสโมสร ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2011 นั้นเลย
 
     ฤดูกาล 2011 - 2012 ฤดูกาลแรกในถิ่นแอนฟิลด์ของ เฮนเดอร์สัน เขาได้ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกเกมแรกในสีเสื้อแดงเพลิงนัดที่ ลิเวอร์พูล แบ่งแต้มกับทีมเก่าของเขาอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ไป 1-1 โดยเกมนี้ เฮนเดอร์สัน ได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ ''แมวดำ'' อย่างดีเยี่ยม ''เฮนโด้'' ได้ลงเกมที่ 2 ของเขาเองอย่างต่อเนื่องในเกมที่ ''หงส์แดง'' เอาชนะ อาร์เซน่อล ไป 2-0 ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ประตูแรกในถิ่นแอนฟิลด์ของ เฮนเดอร์สัน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2011 โดย เป็นการยิงประตูใส่ทีม โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ''เฮนโด้'' ถูกส่งลงไปเล่นในตำแหน่งปีกขวาอีกครั้ง ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยลีกคัพเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2012 โดยเขาถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 58 และเกมนั้นก็เป็น ลิเวอร์พูลที่สามารถเอาชนะคาร์ดิฟ ซิตี้ คว้าถ้วยแชมป์มาครองได้สำเร็จ ถือเป็นถ้วยรางวัลแรกของ เฮนเดอร์สัน กับลิเวอร์พูล
     ฤดูกาล 2012 - 2013 ในช่วงแรกๆ เฮนเดอร์สัน ยังไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจสำหรับ กุนซือใหม่ในปีนั้น อย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สักเท่าไหร่ และมีข่าวหลุดออกมาแว่วๆเหมือนกันว่าอนาคตของเขาในถิ่นแอนฟิลด์ ใกล้จะหมดลงแล้ว โดยเขาต้องรอถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงจะมีชื่อติดเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง ในเกมที่พบกับสวอนซี ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็พยายามจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า ร็อดเจอร์ส คิดผิดมหันต์ที่ไม่ให้โอกาสเขา และเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2012 ''เฮนโด้'' สามารถทำประตูชัยให้ลิเวอร์พูลได้ในเกมยูโรป้า ลีก ที่พบกับ อูดิเนเซ่ พาลิเวอร์พูลผ่านรอบ 32 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ 19 มกราคม 2013 เฮนเดอร์สัน ประเดิมประตูแรกในลีกฤดูกาลนี้ให้เจ้านายใหม่ได้ชื่นชมสำเร็จ ในเกมที่ ''หงส์แดง'' ไล่อัด นอริช ซิตี้ ไป 5-0 และนัดต่อมาเขาก็สามารถบวกประตูที่สองได้ทันที่ในเกมที่เสมอกับ อาร์เซน่อลไป 2-2 ฤดูกาลนี้ เฮนเดอร์สันยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไปได้ถึง 5 ประตูด้วยกัน
     ฤดูกาล 2013 - 2014 เฮนเดอร์สัน เอาชนะใจ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จนได้และกลายเป็นตัวหลักให้กับทัพ ''หงส์แดง'' ทันที โดยในฤดูกาลนี้เขาได้ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกถึง 35 นัด และลงเล่นให้ลิเวอร์พูลครบ 100 นัดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2013 ในเกมที่เจอกับ น็อตส์ เค้าท์ตี้ แต่ในฤดูกาลนี้ ''เฮนโด้'' มาได้รับใบแดงใบแรกในฐานะนักเตะของลิเวอร์พูล ในเกมที่ลิเวอร์พูล สามารถเอาชนะ แมนฯซิตี้ ไปได้ 3-2 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2014 ทำให้เขาพลาดลงช่วยลิเวอร์พูล 3 เกมใน 4 เกมสุดท้ายของทัพ ''เรด แมชชีน'' ที่กำลังลุ้นแชมป์อย่างสนุก จนทำให้ ร็อดเจอร์ส ถึงกับออกมาบ่นว่า เราได้เสียกุญแจสำคัญในการลุ้นแชมป์ไปในเกมนี้ เบ็ดเสร็จถึงตอนนี้แล้ว เฮนเดอร์สัน ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปทั้งหมดแล้ว 102 นัด ยิงไปได้ทั้งหมด 11 ประตู 
ทีมชาติ
อังกฤษชุดเล็ก
     เฮนเดอร์สัน ติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ชุดยู-19ปี และ ยู-21ปี โดย ''เฮนโด้'' ได้รับหน้าที่ให้เป็นกัปตันทีมด้วยในทีมชาติอังกฤษชุดยู-21ปี ลุยศึกยูโร 2011 และรอบคัดเลือกของศึกยูโร 2013 เขาลงเล่นไปทั้งหมด 29 เกมและยิงไปได้ 4 ประตู
 
อังกฤษชุดใหญ่
     11 พฤศจิกายน 2010 หลังจากเขาพาอังกฤษยู-21 อุ่นเครื่องกับทีมชาติเยอรมันเสร็จ เขาก็โดนเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ทันทีในเกมที่จะต้องอุ่นเครื่องกับทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้ลงไปยืนในแดนกลางเคียงข้างกับนักเตะอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในศึกยูโร 2012 เฮนเดอร์สัน ถือว่ามีโชคเข้ามาช่วยเต็มๆเมื่อ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กองกลางตัวหลักทีมชาติอังกฤษดันได้รับอาการบาดเจ็บทำให้ ''เฮนโด้'' ถูกเรียกเข้ามาเสริมในแดนกลางทันที แต่เขาก็ยังคงต้องไปเป็นตัวสำรองของ สก็อต ปาร์คเกอร์ อีกหนึ่งต่อด้วยการที่เขายังขาดประสบการณ์ เฮนเดอร์สัน ถูกส่งลงไปเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษในเกมที่พบกับทีมชาติอิตาลี หลังจากนั้น เฮนเดอร์สัน ก็มีชื่อติดเป็น 23 นักเตะทีมชาติอังกฤษลุยศึกเวิลด์ คัพ 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยกลายเป็นตัวหลักยืนจับคู่ในแดนกลางกับมิดฟิลด์ไดนาโมรุ่นพี่อย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งถึงตอนนี้ เฮนเดอร์สัน ถูกคาดว่าอาจจะได้กลายเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษคนต่อไปในอนาคตข้างหน้า ''เฮนโด้'' ติดทีมชุดใหญ่ไปแล้วตอนนี้ 13 นัด 
 

ADS