สมจิตร จงจอหอ ชายผู้ที่สู้จนกว่าจะถึงเป้าหมาย

Jokernut | 23/08/2020 09:02 น. | 54 Views
สมจิตร-จงจอหอ-ชายผู้ที่สู้จนกว่าจะถึงเป้าหมาย

Cute (& Free!) Printable August 2020 Calendar | SaturdayGift in ...         

          ถ้าพูดถึงวันที่ 23 สิงหาคม ของทุกๆปีหลายๆคนก็คงจะคิดว่าเป็นวันธรรมดาทั่วไป แต่สำหรับผู้เขียนแล้วไม่ใช่วันธรรมดาแน่นอนเนื่องจากเป็นวันเกิดครบรอบ 27 ปีของตัวผู้เขียนเอง (ฮ่า ฮ่า ฮ่า) เอาล่ะก่อนที่จะออกนอกประเด็นกันเกิดไปมากกว่านี้ ผมอยากจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับวันที่ 23 สิงหาคม ตามบทความข้างล่างนี้

23 ส.ค. สำคัญอย่างไร

          ความพิเศษก็คือเป็นวันที่พี่น้องชาวไทยได้เฮลั่นแสดงความดีใจออกมาแบบสุดเสียงเนื่องจากชายที่ชื่อว่า สมจิตร จงจอหอ นักมวยสากลสมัคเล่นรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 51 กิโลกรัมสามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ในการจัดการแข่งขันโอลิมปิค ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มันสำคัญตรงที่ว่าก่อนหน้านี้เขาได้รับเหรียญทองจากรายการต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น เวิลด์แชมเปี้ยนชิพ, มวยทหารโลก และเอเชี่ยนเกมส์ เหลือเพียงแค่ในโอลิมปิค ที่เป็นการจัดแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพียงรายการเดียวเท่านั้นที่เจ้าตัวยังไม่เคยสัมผัส เพราะถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ โอลิมปิค ปี 2004 สมจิตรถือเป็นตัวเต็งแต่ไม่สมหวังพลาดท่าแพ้ไป ทำให้เจ้าตัวถึงกับท้อแท้และคิดเลิกชกมวยเลยทีเดียว พร้อมกับเป็นการหยุดเส้นทางอันยาวนานถึง 12 ปีของ

สมจิตร จงจอหอ" ขอเงินหลักล้าน คืนสังเวียนมวยไทย ปะทะคู่ชกสาว 2

วลีเด็ดที่เป็นตำนาน

          “ผมผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ แต่ผมอดทนผมพยายาม ขอให้ทุกคนสู้แบบผม” ถือว่าเป็นประโยคเด็ดโด่งดังที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้เนื่องจากเป็นวลีเด็ดของ สมจิตร หลังคว้าชัยเหนือ อันดริส ลัฟฟิตา เฮอร์นานเดซ คู่ชกจากประเทศคิวบา ด้วยคะแนน 8:2 นับว่าเป็นผลงานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชิวิตของชายคนนี้ ถึงแม้ว่า อันดริส ลัฟฟิตา เฮอร์นานเดซ จะพยายามปล่อยหมัดก็ตาม แต่สมจิตรก็อาศัยชั้นเชิงบวกกับความสามารถที่เหนือกว่า หาช่องโหว่และสามารถเอาชนะในที่สุด จนเป็นที่มาของประโยคดังกล่าวเพราะหลังจากจบเกมนักข่าวได้เข้าไปสัมภาษณ์ว่าอยากจะพูดอะไรไหม ก่อนที่ฮีโร่ของคนไทยจะปล่อยวีลเด็ดดังกล่าวออกมานั่นเอง

ก้าวแรกสู่สังเวียน

          สมจิตร จงจอหอ มีชื่อเล่นว่า "น้อย" เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2518 ที่ ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของ นายเช้า และ นางฝ้าย จงจอหอ หลังจากนั้นย้ายภูมิลำเนาตาม บิดา มารดา ไปอยู่และเติบโตที่ อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา หนทางเข้าสู่วงการมวยนั่นค่อนข้างเรียบง่ายเพราะเพียงว่า "อยากได้ของเล่น" นั่นก็คือปืนแก๊ปกระบอกนึง แต่แม่ไม่มีเงินเลยให้พี่ชายพาไปงานวัดและได้ลงต่อยมวยวัด ผลปรากฏว่าชนะได้มา 100 บาท และได้ปืนสมใจอยาก จนเจ้าตัวคิดว่า "ต่อยมวยได้ตังค์นี่หว่า" แถมยังเหลือเงินให้แม่อีกด้วย ตรงนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นในการเริ่มต่อยมวย จนกระทั่งเรียนจบ ม.3 แต่แม่ไม่มีเงินส่งเรียนทรัพย์สินที่บ้านไปหมดแล้วเพราะพ่อติดการพนันหนัก เลยได้ตัดสินใจขอแม่ไปต่อยมวยที่ชลบุรี โดยคราวนี้ต่อยเป็นอาชีพจริงจัง ใช้ชื่อ "ศิลาชัย ว.ปรีชา" จนไต่เต้ามาเรื่อยๆจนมีค่าตัว 6 หมื่นบาทและส่งเงินไปช่วยที่บ้านตลอด

เปิดเส้นทางยอดมวยนักสู้.. สู่ ผู้พันสมจิตร

          จนอายุเข้าย่าง 21 ปี สมจิตร เริ่มชกแพ้บ่อยจนถึงขั้นตัดสินใจเลิกชกไปเลยและออกไปทำงานอยู่ร้านซักรีดกับพี่สาว แต่เหมือนคนจะได้เป็นซุปตาร์อ่ะครับเนื่องจากกำลังรีดผ้าอยู่เห็นทีวีประกาศขอเชิญผู้ชายอายุตั้งแต่ 18 แต่ไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมการแข่งขันมวยชิงแชมป์แห่งประเทศไทยเพื่อคัดตัวเป็นทีมชาติ และตัดสินใจไปสมัครที่สมาคมฯ แต่อีกสองเดือนกว่าจะมีการชกเลยไปขอซ้อมที่ค่ายมวยคลองเตย ถึงเวลาขึ้นชก ไฟท์แรกชนะ แต่ไฟท์สองแพ้สมรถ คำสิงห์ พี่ชายของสมรักษ์ คำสิงห์ ในใจก็คิดว่าจบแล้วชีวิตนักมวย แต่เผอิญไปเข้าตา พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ (นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นฯ) และติดต่อให้ไปชกให้ทหารบกและได้เหรียญทองเรื่อยมา สุดท้ายก็เลยติดทีมชาติในที่สุด

The Mask ลูกไทย on Twitter: "#หน้ากากเสือโคร่ง **สมจิตร จงจอหอ ...

          ปัจจุบันต้องยอมรับว่าหลังจากได้เปรียบทองโอลิมปิค มาชีวิตของ สมจิตร จงจอหอ เปลี่ยนไปเยอะเพราะมีทั้งภาพยนตร์, ละครทีวี และ รายการต่างๆติดต่อเข้ามาแบบไม่ขาดสายและด้วยความสามารถรอบด้านทำให้เจ้าตัวดังเป็นพลุแตก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของสังคมไทยในด้านของความใจสู้เข้าคอนเซ็ปที่ว่า "ท้อแต่ไม่ถอย" จริงๆและตัวผมก็เชื่อว่าอีก 10 หรือ 20 ปีข้างชายที่ชื่อว่า สมจิตร ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักชกรุ่นน้องหรือแม้กระทั่งคนทั่วไปแบบเราเนี่ยแหละครับ

ADS