logo
Save on hotels with HotelsCombined.com

ข่าวล่าสุดของ อังเดร เชฟเชนโก้

เชฟเชนโก้ เปลี่ยนใจมาเทิร์นโปรเป็นมือกอล์ฟอาชีพ

 
   

         "อังเดร เชฟเชนโก้" ตำนานดาวยิงทีมชาติยูเครน อดีตเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป  หรือ   "บัลลงดอร์" ประจำปี 2004   เตรียมลงประเดิมสนามในการเเข่งขันกอล์ฟ  รายการอาชีพเป็นครั้งแรกในศึก "ยูโรเปี้ยนชาลเลนจ์ทัวร์" ที่เมืองคาร์คีฟ ประเทศบ้านเกิด  ซึ่งจะเปิดฉากในวันนี้ พฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2013
 
 
          สำหรับ "เชว่า" ที่ปัจจุบันสามารถฝึกฝนพัฒนาฝีมือตัวเองจนมีแต้มต่ออยู่ที่ 2 แฮนดิแคปนั้น เริ่มเปลี่ยน  เส้นทางมาจับก้านเหล็กอย่างเต็มตัว  หลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่าในการลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าตัว  กล่าวว่า "นี่เป็นรายการใหญ่ครั้งแรกของเขาและมันยังเป็นรายการแรกที่จัดขึ้นที่ยูเครน ดังนั้นมันจึงเป็น  รายการที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับกอล์ฟในประเทศนี้

 
           ทั้งนี้ เชฟเชนโก้ วัย 36 ปี ซึ่งเพิ่งแขวนสตั๊ดหลังจบศึกยูโร 2012 รอบสุดท้ายนั้น ได้สิทธิ์เข้าร่วมศึกยู  โรเปี้ยน ชาลเลนจ์ ทัวร์ "คาร์คีฟ ซูพีเรีย คัพ" ที่สนาม ซูพีเรีย กอล์ฟ คลับ แอนด์ สปา รีสอร์ต ชิงเงินรางวัล  รวม 200000 ยูโร (ประมาณ 8 ล้านบาท) ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษของการเเข่งขันนั้นเอง 
 



 

 
                                                                                                                                     [De-Sign]

ประวัติของ อังเดร เชฟเชนโก้

 

อังเดร เชฟเชนโก้ "ตำนานแข้งยูเครน"

อังเดร เชฟเชนโก้ กอาคนดังทีมชาติยูเครน เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ปี 1976 ที่ดิเวอร์เคียฟสชีน่า, ยูเครนเนียน, สภาพโซเวียตเดิม ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับสโมสร “สิงห์บูลส์” เชลซี ทีมยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ชิพ อังกฤษ และเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงก์ดอร์ในปี 2004 รวมถึง เป็นหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยม 125 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จากการคัดเลือกของ เปเล่ ราชาลูกหนังโลก โดย เชฟเชนโก้ สร้างชื่อได้อย่างระเบิดเถิดเทิง ภายหลังเป็นนักเตะที่สามารถยิงประตูในการแข่งขันระดับสโมสรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ 60 ลูก ตามหลังแค่  แกร์ด มุลเลอร์ อดีตดาวยิงระดับตำนานของ เยอรมัน และ ฟิลิปโป้ อินซากี้ อดีตกองหน้าทีมชาติอิตาเลี่ยน อยู่เพียง 2 คน เท่านั้น  ตามลำดับ

ประวัติส่วนตัว

ในตอนที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด ในเดือนเมษายน ปี 1986 เชฟเชนโก้  ที่มีชื่อเล่นว่า "เชว่า" มีอายุ 9 ปี และหมูบ้านของเขาก็อยู่ไม่ไกลจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ทำให้ครอบครัวของเขาต้องอพยพย้ายบ้านไปตั้งถิ่นฐานใหม่บริเวณชายฝั่งทะเล เพื่อหนีจากมลภาวะที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่โรงไฟฟ้าระเบิด

เชฟเชนโก้ เข้าสู่เส้นทางนักกีฬา ด้วยการแข่งขันชกมวยในลีกระดับเยาวชนของยูเครน แต่เนื่องจากสรีระที่ไม่เอื้ออำนวย จึงทำให้  ในปลายปีนั้น เชว่า  ได้ไปเข้าร่วมการทดสอบเลี้ยงลูกฟุตบอล เพื่อเข้าโรงเรียนกีฬาในกรุงเคียฟ แต่เขาก็ไม่ผ่านการทดสอบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ฝีเท้าของเชฟเชนโก้ ก็ไปสะดุดตาของแมวมองจากสโมสรดินาโม เคียฟ ในการลงแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรายการหนึ่ง และถูกทางสโมสรชักชวนมาเป็นเด็กฝึกหัด 

เริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง

1994-1999 : แจ้งเกิดกับดินาโมเคียฟ


เชฟเชนโก้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของดินาโม เคียฟ ในปี 1990 เขาร่วมทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปีของดินาโม เคียฟ มาลงแข่งขันฟุตบอล "เอียน รัช คัพ" ที่ประเทศเวลส์ และเขาก็ได้ตำแหน่งดาวซัลโวของการแข่งขัน ได้รางวัลเป็นรองเท้าของเอียน รัช นักเตะกองหน้าระดับตำนานของลิเวอร์พูล โดยที่ รัช มามอบรางวัลให้ด้วยตนเอง

ในฤดูกาล 1993/1994 เชฟเชนโก้ เป็นดาวซัลโวของทีมชุดบี ของ ดินาโม เคียฟ โดยทำได้ 12 ประตู ทำให้ได้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในที่สุด และพาทีมดินาโม เคียฟ ภายใต้การคุมทีมของ วาเลรี่ โลบานอฟสกี้ คว้าแชมป์ลีกของยูเครนมาครองได้ ในฤดูกาล 1994/1995 นอกจากนั้นยังทำประตูแรกในการลงเล่นทีมชาติได้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1996 ในนัดที่ยูเครน ลงเตะอุ่นเครื่องกับ ตุรกี ก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์ลีกยูเครน ฤดูกาล1995/1996 มาครองได้อีก

 

  

ถัดมาในฤดูกาล 1996/1997 เชฟเชนโก้ และ ดินาโม เคียฟ ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ลีกของยูเครน เอาไว้ได้ ก่อนที่จะมาคว้าแชมป์ได้อีกในฤดูกาล 1997/1998 ซึ่งในฤดูกาลนี้ เชฟเชนโก้ แจ้งเกิดในระดับยุโรป ด้วยการทำแฮตทริกช่วยให้เคียฟ ถล่ม บาร์เซโลน่า ทีมยักษ์ใหญ่ของสเปน 4-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยในฤดูกาลดังกล่าว เชว่า ทำได้ 19 ประตู จากการลงสนาม 23 นัด ในลีกยูเครน และทำได้อีก 6 ประตู จากการลงสนาม 10 นัด ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะมากดไปอีก 28 ประตูในทุกรายการของฤดูกาล 1998/1999 พา ดินาโม เคียฟ เป็นแชมป์ลีกยูเครน อีกสมัย และผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

1999-2006 : โด่งดังสุดขีดกับเอซี มิลาน

หลังจากสร้างชื่ออยู่ในบ้านเกิดมานาน เชฟเชนโก้ ก็ถูก เอซี มิลาน ทีมยักษ์ใหญ่ของอิตาลี ซื้อตัวมาร่วมทีม ในปี 1999 ด้วยมูลค่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 910 ล้านบาท) และก็กลายเป็นผู้เล่นกำลังสำคัญของทีมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดย เชว่า ลงสนามนัดแรกให้กับ มิลาน ในเกมที่เสมอกับ เลชเช่ 2-2 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ปี 1999 ก่อนจะยิงระเบิดระเบ้อไปถึง 24 ประตู จากการลงสนาม 32 นัด เป็นดาวซัลโวสูงสุดของกัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 1999/2000

เชฟเชนโก้ ทำได้ 34 ประตู จากการลงสนาม 51 นัด ในฤดูกาล 2000/2001 และ 17 ประตู จากการลงสนาม 38 นัด ในฤดูกาล 2001/2002 แต่ มิลาน ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดมาครองได้เลย ในช่วง 2 ปีนั้น

อย่างไรก็ตาม มิลาน และ เชฟเชนโก้ ก็มาประสบความสำเร็จร่วมกันจนได้ ในฤดูกาล 2002/2003 เมื่อสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์อิตาเลียน คัพ มาครองได้ แม้ว่า เชว่า จะทำได้แค่เพียง 5 ประตู จากการลงสนามในลีก 24 นัด แต่เขาก็เป็นผู้ยิงจุดโทษคนสุดท้ายช่วยให้ "ปีศาจแดงดำ" เอาชนะ ยูเวนตุส ในรอบชิงชนะเลิศของแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ หลังจากเสมอกันในช่วงเวลาปกติ และช่วงต่อเวลาพิเศษ และ เชฟเชนโก้ ก็กลายเป็นนักเตะยูเครนคนแรกที่ได้แชมป์รายการนี้

ในฤดูกาล 2003/2004 มิลาน และ เชฟเชนโก้ ก็มาประสบความสำเร็จร่วมกันอีกครั้ง เมื่อคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้ โดยที่ เชว่า ก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกอิตาลี มาครองได้อีกครั้ง หลังจากทำได้ 24 ประตู จากการลงสนาม 32 นัด นอกจากนั้นเขายังทำประชัยให้ มิลาน เอาชนะ เอฟซี ปอร์โต้ คว้าแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ มาครองได้อีกด้วย

เดือนธันวาคม ปี 2004 เชฟเชนโก้ ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลงดอร์ มาครอง ทำให้เขากลายเป็นนักเตะยูเครนคนที่สามที่ได้รับรางวัลดังกล่าว หลังจากที่ โอเล็ก บล็อกคิน และ อิกอร์ เบลานอฟ เคยทำได้มาแล้ว นอกจากนี้ เขายัง เป็นหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยม 100 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จากการคัดเลือกของ เปเล่ ราชาลูกหนังโลก รวมทั้งยังได้รับรางวัลวีรบุรุษของชาวยูเครน จากอดีตประธานาธิบดี ลีโอนิด คุชม่า ของยูเครน

ในฤดูกาล 2004/2005 มิลาน และ เชฟเชนโก้ ต้องอกหักอย่างแรง เมื่อทำได้แค่ตำแหน่งรองแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเฉพาะในถ้วยยุโรป ที่พวกเขาน่าจะคว้าแชมป์มาครองได้แล้ว หลังจากนำ ลิเวอร์พูล ห่างถึง 3-0 ในช่วงครึ่งแรกของรอบชิงชนะเลิศ แต่กลับมาโดนไบ่ตีเสมอ 3-3 ในครึ่งหลัง และไปแพ้ในการดวลจุดโทษตัดสิน โดย เชว่า ยิงจุดโทษไม่เข้าทำให้ มิลาน แพ้ไปในที่สุด

ล่าสุด ในฤดูกาล 2005/2006 เชฟเชนโก้ ทำได้ 19 ประตู จากการลงสนาม 22 นัด ในกัลโช่ เซเรีย อา แต่ มิลาน ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการมาครองได้ อย่างไรก็ตาม เชว่า ก็สร้างสถิติยิง 4 ประตูในนัดเดียวได้ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่ มิลาน พบ เฟเนร์บาห์เช่ เป็นนักเตะคนที่ 5 ต่อจาก มาร์โก้ แวน บาสเท่น, ซิโมเน่ อินซากี้, ดาโด้ แปร์โซ่ และ รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่ทำได้อย่างนี้ นอกจากนั้น เชฟเชนโก้ ยังยิงประตูในแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปได้แล้วถึง 51 ประตู สูงสุดเท่ากับ ราอูล กอนซาเลซ ของรีล มาดริด แถมยังเป็นรองดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของมิลาน ต่อจาก กุนนาร์ นอร์ดาห์ล

2006-ปัจจุบัน : ไม่ประสบความสำเร็จกับเชลซี

ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2006 เชฟเชนโก้ ย้ายมาร่วมทีม เชลซี ด้วยค่าตัวถึง 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,890 ล้านบาท) เป็นสถิติการซื้อตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร  ทำลายสถิติเดิมของ มิชาเอล เอสเซียง มิดฟิลด์ทีมชาติกานา ที่ย้ายจาก โอลิมปิก ลียง มาร่วมถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในราคา 24 ปอนด์ (ประมาณ 1,512 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว โดยเชฟเชนโก้ ได้รับมอบหมายให้สวมเสื้อเบอร์ 7 ของทีม

เชฟเชนโก้ ออกสตาร์ตภายใต้สีเสื้อทีม “สิงห์บูลส์” ในเกมคอมมิวนิตี้ชิลด์ ที่ต้นสังกัด แพ้ ลิเวอร์พูล 1-2 ในวันที่ 13 สิงหาคม 2006 ก่อนที่เขาจะมาซัดประตูแรกให้กับตัวเองได้ในเกมเอฟเอ คัพ ที่แพ้ มิดเดิ้ลสโบรช์ 1-2 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2006 ซึ่งถือเป็นประตูที่ 300 ในอาชีพค้าแข้งของเขาอีกด้วย อย่างไรก็ดี เชว่า ก็ทำประตูให้เชลซีได้ไม่เปรี้ยปร้างนักในซีซั่นนี้ โดยเขายิงประตูไปทั้งสิ้น 14 ลูกจาก 51 เกม ซึ่งรวมถึงประตูที่ 57 ในเกมยุโรป ที่ส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูเกมยุโรป มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก แกร์ด มุลเลอร์ ก่อนที่จะถูกฟิลิปโป้ อินซากี้ กองหน้าอดีตเพื่อนร่วมทีม เอซี มิลาน แซงหน้าเขาไปในฤดูกาล 2007-2008

ในฤดูกาล 2006-2007 เชฟเชนโก้ พลาดการลงสนามให้กับเชลซีเป็นเวลานาน เนื่องจากประสบปัญหาอาการบาดเจ็บและต้องเข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อน ซึ่งรวมถึงเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่พบกับ ลิเวอร์พูล และเกมเอฟเอ คัพ ที่ พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ณ สนามนิว เวมบลีย์ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2007 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2007-2008 เชฟเชนโก้ ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเกมพรีเมียร์ลีก ที่พบกับ แบล็คเบร์น โรเวอร์ส ในสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยเขาได้ลงเล่นแทน ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ดาวยิงเบอร์ 1 ของทีมที่บาดเจ็บ  แต่เขาก็ไม่สามารถทำผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน ส่งผลให้จบเกมกันแบบไร้สกอร์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทว่าในที่สุด ประตูแรกของเขาในซีซั่นนี้ ก็บังเกิดขึ้นในอีก 3 วันให้หลัง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เชลซี พบกับ โรเซนบอร์ก ในวันที่ 18 กันยายน 2007 โดยสถานภาพของ เชฟเชนโก้ ยังคงเข้าๆ ออกๆ ใน 11 ตัวจริงขุนพล “สิงโตน้ำเงินคราม” เรื่อยมา เนื่องจากอาการบาดเจ็บรบกวนตลอด ส่งผลให้จบฤดูกาลนี้ ศูนย์หน้าทีมชาติยูเครนทำประตูได้เพียง 5 ลูกเท่านั้น

ฤดูกาล 2008/09 เชนโก้ถูกทีมเก่า มิลาน ยืมตัวกลับมาเล่น และโชว์ฟอร์มลง 17 นัด ยิงไม่ได้เลยสักลูก ฤดูกาลต่อไปจะยังได้ลงเล่นอีกหรือไม่ ต้องติดตามอนาคตอันหน้าเศร้าของเขากัน

ทีมชาติยูเครน

เชฟเชนโก้ ยิงประตูให้ทีมชาติยูเครนไปทั้งสิ้น 36 ลูก จากการลงเล่น 79 นัด ซึ่งประตูแรกในนามทีมชาติของเขานั่น เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1996 ซึ่งเป็นเกมอุ่นเครื่องที่ยูเครน พบกับ ตุรกี

ในเดือนมีนาคม ปี 2000 โลบานอฟสกี้ อดีตกุนซือของเชฟเชนโก้ ที่ ดินาโม เคียฟ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือทีมชาติยูเครน โดยมีเป้าหมายคือการพายูเครน ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ให้ได้ ซึ่งนักเตะกำลังสำคัญของยูเครนก็คือ เชฟเชนโก้ นั่นเอง และเขาก็ทำได้ถึง 10 ประตู ในรอบคัดเลือก แต่ ยูเครน ก็ต้องผิดหวังเมื่อแพ้ เยอรมัน ในรอบเพลย์ออฟ ชวดไปฟุตบอลโลกที่เอเชีย อย่างน่าเสียดาย โดยที่ โลบานอฟสกี้ ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วย

นอกจากนั้น เชฟเชนโก้ ก็ยังมาประสบความสำเร็จร่วมกับทีมชาติยูเครน เมื่อพาทีมผ่านรอบคัดเลือกของฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศ เยอรมัน ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก หลังจากคว้าแชมป์ของกลุ่มมาครองได้ จากสถิติชนะ 7 และแพ้เพียง 1 นัด โดย เชว่า ทำได้ 6 ประตู และยังเป็นดาวยิงสูงสุดของทีมชาติยูเครนที่ผลงาน 5 ประตู ในเกมยูโร 2008 รอบคัดเลือก แต่ก็น่าเสียดายที่ทีมของเขาไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายที่ประเทศ ออสตรีย และ สวิตเซอร์แลนด์ ในท้ายที่สุด

ชีวิตส่วนตัว

เชฟเชนโก้ แต่งงานกับ นางแบบสาวชาวอเมริกัน นามว่า คริสเท่น ปาซิค โดยทั้งคู่พบกันที่งานปาร์ตี้ “จิออร์จิโอ อาร์มานี่” ในปี 2002 ก่อนที่ ทั้งคู่จะตัดสินใจเข้าพิธีวิวาห์แบบส่วนตัวในวันที่ 14 กรกฎาคม 2004 ณ กรุงวอร์ชิงตัน ดี.ซี ประเทศ สหรัฐฯ  โดยทั้งสองคนสื่อสารกันด้วยการใช้ภาษาอิตาเลี่ยน 

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ปาซิค เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เชฟเชนโก้ ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม เชลซี เนื่องจาก เธอเป็นเพื่อนของภรรยาของ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสรชาวรัสเซีย และเธอก็ยังปรารถนาให้ลูกๆ ของเธอได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมอังกฤษ ซึ่งเชฟเชนโก้ เองก็ออกมาเผยเช่นกันว่า การย้ายมายังทีมดังกรุงลอนในครั้งนั้น เป็นเพราะเหตุผลของครอบครัว ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ หัวแก้วหัวแหวนของพวกเขา

เชฟเชนโก้ และ ภรรยา มีลูกชาย 2 คน ได้แก่ จอร์แดน (ตั้งชื่อตาม ไมเคิ่ล จอร์แดน นักบาสเกตบอลระดับตำนานของเอ็นบีเอ) ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2004 และ คริสเตียน ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2006 โดย เชฟเชนโก้ สามารถทำประตูได้ในวันที่ จอร์แดน เกิดพอดี ซึ่งตรงกับเกมกัลโช่ เซเรีย อา ที่ เอซี มิลาน พบกับ ซามพ์โดเรีย (มิลาน ชนะ 1-0) ขณะที่ ในวันเกิดของ คริสเตียน เชฟเชนโก้ ก็สามารถทำประตูได้ ในเกมที่ช่วยเชลซี ถลุงวัตฟอร์ตไป 4-0 และเขากับเพื่อนๆ ร่วมทีมก็ได้ฉลองท่าดีใจด้วยการท่าทางการอุ้มเด็ก

เชฟเชนโก้ เป็นเพื่อนสนิทกับ จิออร์จิโอ อาร์มานี่ นักออกแบบแฟชั่นชื่อดังชาวอิตาลี และเขายังได้เป็นนายแบบให้กับเครื่องแต่งกายแบรนด์ดังอย่าง “อาร์มานี่” อีกด้วย รวมถึงยังทำธุรกิจส่วนตัวด้วยการเปิดร้านเกี่ยวกับเสื้อผ้า 2 แห่งที่ กรุงเคียฟ และในเดือน มิถุนายน ปี 2005 เขากลายมาเป็นทูตให้กับองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า “SOS Children's Villages” โดยปัจจุบันนี้ เชฟเชนโก้ พร้อมด้วยครอบครัว พักอาศัยอยู่ในย่าน เวอร์จิเนีย วอเตอร์, เซอร์เรย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศอังกฤษ 

เกียรติประวัติที่ได้รับ 

สโมสร
 
ดินาโม เคียฟ

Ukrainian Premier League: 1994–95, 1995–96, 1996–97, 1997–98, 1998–99
Ukrainian Cup: 1996, 1998, 1999
Commonwealth of Independent States Cup: 1996, 1997, 1998
เอซี มิลาน
Serie A: 2003–04
Coppa Italia: 2002–03
Supercoppa Italiana: 2004
UEFA Champions League: 2003
UEFA Super Cup: 2003
เชลซี
FA Cup: 2007
Football League Cup: 2007

ส่วนตัว

Ukrainian Premier League Top Scorer: 1998–99
Commonwealth of Independent States Cup Top Scorer: 1997
Serie A Top Scorer: 1999–2000, 2003–04
European Footballer of the Year: Winner in 2004, 3rd in 1999 and 2000, 4th in 2003, 5th in 2005, 8th in 2001, Nominated in 1998 and 2006
FIFA World Player of the Year: 3rd in 2004, 5th in 2000, 6th in 2005, 7th in 1999, 9th in 2001, 10th in 2003, 21st in 2006
UEFA Champions League Top Scorer: 1998–99, 2000–01, 2005–06
Ukrainian Footballer of the Year: 1997, 1999, 2000, 2001, 2004, 2005
UEFA Champions League Best Forward: 1998–99
Serie A Foreign Footballer of the Year: 2000
Member of the FIFA 100
World Soccer Magazine's Greatest Players Of The 20th Century
Ukraine National Team Top all-time scorer
Fourth all-time scorer in the history of European club competitions
Second all-time scorer in the history of A.C. Milan

 

ข้อมูลล่าสุด : @ 2013-10-10 14:55:31

สปอร์ตไอดอล