logo
Save on hotels with HotelsCombined.com

ประวัติของ ไอร์ตัน เซนน่า

ชื่อ : ไอร์ตัน เซนน่า
เชื้อชาติ : บราซิเลี่ยน
วันเกิด : 21 มีนาคม 1960
อายุ : 34 ปี
สถานที่เกิด : เซา เปาโล , บราซิล
วันที่เสียชีวิต : 1 พฤษภาคม 1994
สถานที่ที่เสียชีวิต : โบโลญญ่า , อิตาลี
ต้นสังกัดสุดท้าย : วิลเลี่ยมส์

 

 

ประวัติ
     เซนน่า เกิดในโรงพยาบาลใจกลางเมือง เซา เปาโล โดยเขาเป็นลูกคนกลางมีพี่สาวชื่อ วิเวียนี่ และ น้องชายที่ชื่อว่า ลีโอนาร์โด บ้านของ เซนน่า ค่อนข้างคลั่งไคล้ในกีฬาเป็นอย่างมากและเขาก็มักจะตามพ่อเขาไปออกกำลังกายที่ยิมอยู่ตลอด ซึ่งมันก็ห่างจากบ้านเขาเพียงแค่ไม่ถึง 100 เมตรเท่านั้น ในตอนแรกๆเขาก็สนใจในกีฬาหลายประเภทรวมถึงยิมนาสติกด้วย แต่ทว่าพอ 4 ขวบ เขาพัฒนากลายเป็นเด็กที่หลงรักในกีฬามอเตอร์ สปอร์ตไปเสียแล้ว เซนน่า ศึกษาหาความรู้มาเรื่อยๆตามประสาเด็กซึ่งขณะนั้นเขาก็เล่นกีฬาปีนเขาไปพลางๆ จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ พ่อของเขาได้อนุญาติให้เขาได้ลองฝึกขับรถจี๊บไปรอบๆฟาร์มซึ่งมันก็น่าแปลกใจมากที่เขาไม่รู้สึกมีปัญหากับการเข้าเกียร์เลยมันคงเป็นพรสวรรค์ในตัวเขาจริงๆ

     ไอร์ตัน เซนน่า เริ่มหลงรักการแข่งรถจริงจังขึ้นเรื่อยๆจนเมื่ออายุ 13 ปีเขาก็ได้โอกาสเข้าแข่ง โกคาร์ท ซึ่งการแข่งครั้งแรกของเขา เซนน่า ก็สามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 จนได้ เลยทำให้พ่อของเขาเห็นแววและหันมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยได้ ลูซิโอ ปาสคาล กาสค่อน อดีตนักแข่งชื่อดังเข้ามารับหน้าที่จัดการทีมให้ ในปี 1977 เซนน่า สามารถคว้าแชมป์ โกคาร์ท ของทวีปอเมริกาใต้ ได้สำเร็จ แถมต่อด้วย แชมป์โลก โกคาร์ท ในปี 1978 และ 1982 ส่วนในปี 1979 และ 1980 นั้นเขาพลาดคว้าได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น

     ปี 1981 เซนน่า ย้ายเข้ามาสู่เมืองผู้ดีอังกฤษ และได้ชนะในการแข่งขันศึก อาร์ซีเอ และ ทาวน์เซนด์-โธเรสัน ฟอร์มูล่า ฟอร์ด 1600 แชมป์เปี้ยนชิฟส์ โดยหลังจากนั้นไม่นานทางบ้านของ เซนน่า เองดูเหมือนจะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจทำให้ตัวเขานั้นเริ่มคิดแล้วว่าเขาคงไม่ได้อยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตอีกต่อไปแล้วล่ะ เขาจึงออกจากทีม ฟอร์มูล่า ฟอร์ด และบินกลับประเทศบราซิลในทันที แต่ถึงอย่างไร เขาก็ได้เงินจาก ฟอร์มูล่า ฟอร์ด ตอนเซ็นสัญญาเป็นนักขับด้วยจำนวนเงิน 10,000 ปอนด์(ประมาน 520,000 บาท) หลังจากกลับบราซิลไปไม่นาน เซนน่า ก็ตัดสินใจกลับมาอยู่ประเทศอังกฤษอีกครั้ง และสามารถคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ฟอร์มูล่า ฟอร์ด 2000 ได้ในปี 1982 ทำให้ฤดูกาลนั้นมีสปอนเซอร์เข้ามาสนใจในตัวเขาอย่าง บาเนอร์จ และ พูล

สังกัด โทเล่แมน (1984)
     ปี 1983 เซนน่า ได้รับคำเชิญชวนจากทีม ฟอร์มูล่า วัน ชั้นนำหลายทีมให้ลองมาขับเทสดู ซึ่งก็มี วิลเลี่ยมส์,แม็คลาเรน,บราบแฮม และ โทเล่แมน โดยลีลาการขับฟอร์มูล่าวันของเขาก็ทำได้ดีไม่ต่างจากการขับโกคาร์ทเลย เขาสามารถขับในสนาม โดนิงตัน ปาร์ค 40 รอบได้ไวกว่านักแข่งคนปัจจุบันของทีม วิลเลี่ยมส์ อย่าง เกเก้ รอสเบิร์ก เสียอีก ทำให้เขาได้รับการสนใจอย่างมากจากทีม วิลเลี่ยมส์ และ แม็คลาเรน แต่ทว่าตอนนั้นทั้ง 2 ทีมก็ได้มีนักขับมือหนึ่งประจำทีมอยู่แล้วเลยทำให้ เซนน่า เลือกที่จะมาอยู่กับทีม โทเล่แมน แทน เซนน่า ได้ลงแข่ง ฟอร์มูล่าวัน บราซิเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ เมื่อ ปี 1984 ที่ ริโอ เด จาเนโร ซึ่งเขาควอลิฟายได้ในอันดับที่ 17 ซึ่งหลังจากนั้นสนามที่ 2 ที่สนาม เซาท์ แอฟริกัน กรังด์ปรีซ์ ที่ คยาลามี่ เขาก็สามารถเก็บแต้มแรกในการแข่งขัน เวิลด์แชมป์เปี้ยนชิพได้สำเร็จ ทว่าเขาก็พลาดลงแข่งในสนามที่ 3 ไปเนื่องจากเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรง ในศึก เบลเยี่ยม กรังด์ปรีซ์ เขากลับมาได้อีกครั้งในการแข่งที่ ซาน มาริโน ก่อนจะมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่ โมนาโก ซึ่งเขาสามารถคว้าอันดับ 2 ได้และได้ขึ้นบนโพเดี้ยมเป็นครั้งแรก บทสรุปในฤดูกาลแรกของเขา เขาสามารถทำอันดับรวมได้อยู่ในอันดับที่ 9 คว้าไป 13 คะแนน ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ โทเล่แมน ต่อไป

สังกัด โลตัส (1985-1987)
     ปี 1985 เซนน่าตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมกับทีม โลตัส โดยมีคู่หูเป็นนักขับชาวอิตาเลี่ยนอย่าง เอลิโอ เด อังเกลส์ และในศึก โปรตุกีส กรังด์ปรีซ์ เซนน่า สามารถคว้าตำแหน่ง โพล โพซิชั่น ได้เป็นครั้งแรกในการขับ เอฟ-1 เลยทีเดียว และในสนามนี้ก็เป็นเขาที่สามารถคว้าอันดับ 1 มาครองได้ แต่ทว่าพอไปแข่งสนามที่ 2 ที่ ออสเตรีย เซนน่าก็ไม่สามารถประคองรถจนจบการแข่งขันได้ทำให้เขาพลาดแต้มไปในสนามนี้ ถัดมาที่สนามที่ โมนาโก เซนน่า ถูกมองว่าเขาพยายามที่ขับบังลายคู่แข่งมากเกินไปจนน่าเกลียดแต่เขาก็ปฎิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าไม่เป็นความจริง สนามที่ เนเธอร์แลนด์ และ อิตาลี เซนน่า สามารถขึ้นตำแหน่งโพเดี้ยมได้ถึง 2 ครั้งติดด้วยการคว้าอันดับ 2 มาได้ 2 สนามรวด ฤดูกาลนี้ เซนน่า เริ่มโชว์ฟอร์มเก่งขึ้นมาเรื่อยๆโดยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4

     ปี 1987 ทีมโลตัส ได้เปลี่ยนตำแหน่งช่างใหม่และได้นักขับชาวญี่ปุ่นเข้ามาเสริมทีมอีกด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้ เซนน่า ก็จบด้วยอันดับที่ 3 คว้าไป 57 คะแนน โดยได้ขึ้นอยู่บนโพเดี้ยมถึง 6 ครั้งด้วยกันถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายกับทีมโลตัสที่น่าจดจำจริงๆของ เซนน่า

สังกัด แม็คลาเรน (1988-1993)
     ปี 1988 หลังจาก แม็คลาเรน จับมือกับ ฮอนด้า เรียบร้อยแล้ว เซนน่า ได้ย้ายเข้ามาอยู่ แม็คลาเรน จนได้ด้วยฟอร์มการขับอันร้อนแรงของเขาเมื่อซีซั่นก่อน ทว่ากับทีม แม็คลาเรน ช่วงแรกๆ เซนน่า เหมือนจะไม่ค่อยถูกฉโลกด้วยสักเท่าไหร่โดยสามารถเก็บไปได้เพียง 11 คะแนนเท่านั้นในฤดูกาลนี้แต่ทว่าเขาก็สามารถสร้างสถิติการคว้าถึง 8 โพล โพซิชั่น ได้ในฤดูกาลนี้

     ปี 1989 เซนน่า เริ่มกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งด้วยการคว้าอันดับ 2 ได้สำเร็จในฤดูกาลนี้ โดยสามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 6 สนาม แถมคว้าอันดับที่ 2 ได้อีก 1 สนาม ทำให้ เซนน่า และทีม แม็คลาเรน จบฤดูกาลนี้ได้อย่างสวยหรูคว้ารองแชมป์ เวิลด์กรังปรีซ์ มาครอง หลังจากนั้น ในปี 1993 เซนน่า ก็ถูกยกย่องให้เป็นนักขับชาวบราซิเลี่ยน ที่ดีที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้หนึ่งวันเขาก็สามารถคว้าแชมป์ในสนาม ออสเตรเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ มาครองได้สำเร็จ โดยก่อนหน้านั้นในสนามแรกของฤดูกาลนี้ที่ แอฟริกาใต้ ช่วงออกสตาร์ทเขาได้ไปชนกับ ชูมาร์กเกอร์ แต่ทว่า เซนน่า ก็สามารถพารถกลับมาจบอันดับที่ 2 ได้ในสนามนี้ ซึ่งเขาต้องหยุดเข้าพีทถึง 7 ครั้งด้วยกันเนื่องจากยางที่ใช้แข่งมีปัญหา

สังกัด วิลเลี่ยมส์ (1994)
     ในปี 1994 เซนน่า ได้ตัดสินใจย้ายมาเข้าสู่ทีม วิลเลี่ยมส์ หลังจากนักขับคนเก่าประจำทีมได้เลิกขับไป โดยมีรายงานกันว่า เซนน่า รับทรัพย์อื้อซ่าในการเซ็นเข้ามารวมทีมครั้งนี้ถึง 20 ล้านดอลล่าสหรัฐ ต่อเดือน(649 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งในปีนี้มันเหมือนจะมีลางอะไรบอกเหตุว่าจะเกิดอันตรายกับเขาอยู่แล้วโดยเขาเคยบอกมาบ่นๆถึงรถคู่ใจของ ชูมาร์กเกอร์ Benetton B194 ว่า ''ผมมีความรู้สึกในเชิงลบเอามากๆเกี่ยวกับการขับรถที่มันมีขีดจำกัดและอะไรอีกหลายๆอย่างในบางส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของอิเล็กทรอนิค ซึ่งนอกจากนี้รถมันมีลักษณะของตัวมันเองซึ่งผมไม่เคยเชื่อมันอะไรในตัวพวกมันเลย มันเป็นฤดูกาลที่เกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากและผมเองก็มีความเสี่ยงเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันโดยมันจะโชคดีมากถ้าหากอะไรที่ร้ายแรงไม่เกิดขึ้นกับตัวผม''

     สนามแรกที่ บราซิล เซนน่า ออกสตาร์ทด้วยตำแหน่ง โพล แต่ทว่าเขาก็เข้าเส้นใจเป็นอันดับที่ 2 เท่านั้นแพ้ ชูมาร์กเกอร์ที่ขับ Bennetton รถที่เขาออกมาวิพาก์วิจาร์ณนั่นเอง โดยฤดูกาลนี้ ผ่านมา ชูมาร์กเกอร์ ทำแต้มนำ เซนน่า อยู่ 20 คะแนน ซึ่งสุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์อันศร้าสลดขึ้นที่ทำให้ เซนน่า ต้องจบชีวิตนักแข่งและชีวิตของคนๆหนึ่งไว้เพียงแค่นั้น

เหตุการณ์การเสียชีวิต
     เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนาม ซาน มาริโน่ กรังด์ปรีซ์ ที่เมือง โบโลญญ่า ประเทศ อิตาลี โดยเป็นสนามแรกในการมายุโรปในฤดูกาลนี้ ซึ่ง เซนน่า เองก็ไม่เคยพารถแข่งจบในสนามนี้ได้เลยซักครั้ง โดยก่อนแข่งเขาก็ได้ออกมาพูดว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาทำสำเร็จ สังกัด วิลเลี่ยมส์ ได้ทำการปรับแต่งรถ FW16s ที่เป็นรถคู่ใจของ เซนน่า ให้พร้อมใช้ในสนามนี้

     ในวันศุกร์ก่อนแข่ง เซนน่า ได้ออกมาโวยวายว่าเขาไม่พอใจเกี่ยวกับการปรับปรุงรถ FW16s โดยให้เหตุผลว่ายางมันดูแย่ลงไปหลังจากที่ทีมช่างได้ทำการปรับครั้งล่าสุดเรียบร้อยแล้ว ในช่วง เซสชั่นที่ 108 เซนน่า และ รูเบนส์ บาร์ริเชลโล่ รถได้เกี่ยวกันจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถของทั้งคู่ควงลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่มันจะไปฟาดเข้ากับรั้ว เชลโล่ ได้รับบาดเจ็บจมูกและแขนหักต้องถอนตัวออกจากการแข่งขัน และเขายอมรับเลยว่าสิ่งที่เขาเป็นห่วงในวินาทีนั้นก็คืออาการของ เซนน่า

     ระหว่างการคัดเลือกในวันเสาร์ นักแข่งหน้าใหม่อย่าง โรแลนด์ แรตเซนเบอร์เกอร์ ได้เสียชีวิตจากการที่เขาขับ Simtek-Ford ขับพุ่งเข้าชนผนังกั้นด้วยความเร็ว 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเซนน่าเองก็ได้เข้าไปช่วยในเหตุการณ์ดังกล่าวทันที นายแพทย์ วัตกินส์ ซึ่งเป็นเพื่อนของ เซนน่า ได้ขอร้องให้เขาถอนตัวออกจากการแข่งขันและไปหาเวลาตกปลากับเขาแทนเถอะ ซึ่ง เซนน่า ก็ตอบอย่างหนักแน่นว่าเขาไม่สามารถหยุดการแข่งครั้งนี้ลงได้จริงๆ เซนน่า ถูกเรียกไปต่อว่าหลังจากที่เขากระโดดปีนข้ามรั้วไปดูอาการของ แรตเซนเบอร์เกอร์ ที่ประสบอุบัติเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาติ แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้รับการลงโทษอะไร

     วันสุดท้ายของชีวิต เซนน่า ในช่วงเช้าเขาได้คุยกับเพื่อนสนิทของเขาเกี่ยวกับประเด็นการปรับปรุงความปลอดภัยในการแข่งรถสูตร 1 หรือ ฟอร์มูล่า วัน แล้วเมื่อการแข่ง กรังด์ปรีซ์ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เซนน่า เป็นผู้นำเหนือ ชูมาร์กเกอร์ อยู่ในตอนนั้นหลังจากการออกสตาร์ท ชูมาร์กเกอร์ดันเจออุบัติเหตุนิดหน่อย ทว่าเมื่อเข้าสู่รอบที่ 7 ของการแข่งขัน ในโค้งที่เป็นมุม Tamburello เซนน่า ควบรถมาด้วยความเร็ว 307 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถเสียหลักวิ่งเข้าอัดกับกำแพงคอนกรีตแบบเต็มๆ โดยคาดกันว่าความเร็วขณะชนนั้นมีสูงถึง 233 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลังจากชนได้ 2 วินาที ธงแดงในการเกิดอุบัติเหตุก็ถูกสะบัดขึ้นทันที เซนน่า ถูกพยายามนำตัวออกมาโดยนายแพทย์ วัตกินส์ และทีมงานแพทย์ของเขา การรักษาเริ่มขึ้นตรงนั้นเพราะ เซนน่า มีอัตราการเต้นของหัวใจที่อ่อนแรงลงไปในทันทีและสูญเสียเลือดไปอย่างมาก(ประมาณ 4.5 ลิตร) เมื่อรักษาเบื้องต้นเสร็จ นายแพทย์ วัตกินส์ ได้ส่งตัว เซนน่า เข้าไปยังโรงพยาบาลในเมืองโบโลญญ่าทันที ซึ่งหลังจากนั้นไม่น่าถึงหนึ่งชั่วโมง ทางโรงพยาบาลได้ออกมาประกาศว่า พวกเขาพยายามที่จะรักษา เซนน่า อย่างสุดความสามารถแล้วแต่สมองของเขาไม่มีการตอบสนองใดๆทั้งสิ้นแล้วและคาดว่าน่าจะไม่รอดและเสียชีวิตในไม่ช้า

     มีความเชื่อกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดจากล้อหน้าด้านขวาไม่ทำงานและถูกสั่งระงับมาจากห้องนักขับ จังหวะที่ชนได้มีชิ้นส่วนของรถพุ่งแทงทะลุหมวกของเขาเข้าไป ซึ่งมันเป็นหมวกรุ่นใหม่ที่เขาทำออกมาแบบบางพิเศษ ซึ่งมันเกิดแผลที่เหนือตาขวาของเขา เซนน่า มีอาการกระดูกแตกหลายส่วนในส่วนของศรีษะและได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่สมองจนหลอดเหลือดหัวใจฉีกขาดและจบชีวิตลงในที่สุด ซึ่งมันก็มีการเปิดเผยกันภายหลังอีกว่า เซนน่า เตรียมยกย่องนักแข่งหน้าใหม่ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้อย่าง แรตเซนเบอร์เกอร์ ด้วยการพกธงเข้ามาเตรียมโบกเมื่อเขาแข่งขันจบแต่ทว่าเขาก็ไม่สามารถทำมันได้ในที่สุดและต้องมาจบชีวิตเช่นเดียวกัน


โดยสาเหตุหลักๆที่เขาคาดกันว่ามันน่าจะเป็นความกดดันอย่างหนึ่งที่ทำให้ เซนน่า มุ่งมั่นจนพลาดขนาดนั้นก็คือ
- การชนกับรุ่นน้องอย่าง รูเบนส์ บาร์ริเชลโล่ ในการฝึกซ้อมเมื่อวันศุกร์ ซึ่ง เซนน่า ก็ได้เข้าไปเยี่ยมเขา
- การเสียชีวิตของ โรแลนด์ แรตเซนเบอร์เกอร์ เมื่อวันเสาร์ ในรอบ ควอลิฟาย
- มีคะแนนตามหลังผู้นำอยู่ถึง 20 คะแนน
- ความสงสัยในตัวรถ Benetton B194
- ประสิทธิภาพที่ต่ำเกินไปของรถคู่ใจของเขาอย่าง Williams FW16
- การที่แฟนของเขาไม่เห็นด้วยกับการแข่งขันในครั้งนี้

ชีวิตส่วนตัว
     เซนน่า เป็นคนนับถือ คริส คาธอลิก เขามักจะใช้ช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินในการเดินทางไปแข่งด้วยการนั่งอ่านพระคัมภีร์ เซนน่า เป็นคนที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือคนที่ยากจนส่วนใหญ่ในบราซิล หลังจากการตายของเขามีการพบกันว่า เขาได้บริจาค ทรัพย์สินเป็นมูลค่าถึง 400 ล้านดอลล่าสหรัฐ(ประมาน 13,000 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือแก่เด็กยากจน โดยไม่นานก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตเขาก็ได้สร้างองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กบราซิล ซึ่งต่อมามันก็กลายเป็น องค์กร ไอร์ตัน เซนน่า

     เขามักจะพูดว่าการขับรถเป็นการทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองในหลายๆด้านเขารู้สึกตื่นเต้นและดีใจทุกครั้งเมื่อได้ขับรถ ในช่วงสุดท้ายของอาชีพการแข่งของเขา เขาแสดงให้เห็นเลยว่าตัวเขาเองเริ่มเป็นกังวลกับอันตรายหรืออุบัติเหตุที่มันอาจจะเกิดขึ้นกับเขา ซึ่งเขาคิดไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่าเมื่อเขาเลิกขับเขาจะเข้ามาอยู่ในส่วนของการปรับปรุงด้านความปลอยภัยในการแข่งขัน ฟอร์มูล่า วัน

     เซนน่า เป็นคนริเริ่มในการนำรถยนตร์ ออดี้ เข้ามาในประเทศบราซิลและได้ทำธุรกิจนี้ในปี 1994 โดยตั้งเป็น บริษัท ไอร์ตัน เซนน่า คอมปานี โดยก่อนหน้านั้นเขาเริ่มนำเข้ามาขายอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 1993 แล้วซึ่งมันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงปี 1990 เซนน่า เคยได้ผลิตแบรนด์สินค้าของตัวเขาเองขึ้นมาโดยมีตัว S ที่มาจากนามสกุลเต็มของเขาคือ เซนน่า ดา ซิลวา เป็นโลโก้ โดยผลิตภัณฑ์ก็มีพวก เครื่องแต่งกาย นาฬิกา จักรยาน(Carrao) และ รถจักรยานยนต์

            

     ไอร์ตัน เซนน่า มีสมบัติมากมายหลายอย่างที่มีมูลค่ามหาศาลอย่าง ฟาร์มอินทรีย์ในเมือง ตาตุย ในบราซิล , บ้านติดชายหาดที่ อันกร้า ดอส รีแอส บราซิล , อพาร์ทเม้นท์ในเมือง เซา เปาโล , อพาร์ทเม้นท์ในเมือง โมนาโก และบ้านใน อัลการ์ฟ ประเทศโปรตุเกส 

     กิจกรรมยามว่างของเขาที่เจ้าตัวชื่นชอบก็มี สกีน้ำ , การขี่เจ็ทสกี และ บอร์ดน้ำ นอกจากนั้นเขายังชอบขับเครื่องบินจริงและเล่นเครื่องบินบังคับเป็นชีวิตจิตใจอีกด้วยรวมไปถึงเฮลิคอปเตอร์ก็ไม่เว้น การพายเรือตกปลาและขี่มอเตอร์ไซค์ดูคาติก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาโปรดปรานอย่างมาก แถมยังมีวงในบอกกันมาอีกว่า เขามักจะขับ เฮลิคอปเตอร์ของเขาเองเดินทางไปแข่งในช่วงที่เขาอาศัยอยู่ในประเทศบราซิล


     เพื่อนที่ เซนน่า สนิทที่สุดเป็นเพื่อนที่มาจากทีม แม็คลาเรน อย่าง เจอร์ฮาร์ด เบอร์เกอร์ ซึ่งมักจะได้เห็นทั้ง 2 คนนี้หยอกล้อเรียกเสียงหัวเราะกันได้ตลอดเวลา เบอร์เกอร์เคยออกมากล่าวว่า '' เซนน่า สอนผมอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องกีฬาแต่ผมก็สอนเขากลับเรื่องมุขตลกขบขัน''

     เซนน่า แต่งงานกับ ลิเลียน เด วาสคอนเซลอส ซูซ่า เมื่อปี 1982 เขาทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันก็มีปัญหาอย่างมากเหมือกันในการที่ วาสคอนเซลอส จะปรับตัวให้ได้กับชีวิตการเป็นนักแข่งของสามีของเธอ วาสคอนเซลอส เคยบอกมาพูดในทำนองงอลๆสามีว่า '' ฉันรักในสองอย่าง หนึ่งคือสามีฉันและสองคือการแข่งของเขา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขากลับ ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ครอบครัว และไม่มีอะไรเลย'' เซนน่า มีรายได้ไม่มากนักในช่วงต้นของอาชีพนักแข่งของเขาซึ่งเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของ วาสคอนเซลอส ซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขาเองสักเท่าไหร่ ไม่นานทั้งคู่ก็ต้องหย่ากัน ด้วยการมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ อเดรียเน่ ยามิน โดย เซนน่า ก็ตัดสินใจขอลูกเก็บไว้เลี้ยงเองและเป็นการจบความสัมพันธ์ 15 ปีที่ไม่สวยงามเท่าไหร่นักสำหรับชีวิตคู่ของ เซนน่า

     แต่แล้วในปี 1985 มีการบอกจากพี่เลี้ยงเด็กว่า วาสคอนเซลอส พยายามติดต่อกับลูกสาวของเขาและตามไปร่วมประชุมกับ เซนน่า ตลอด พวกเขาเกือบได้สานสัมพันธ์กันกลับมาอีกครั้งแต่ทว่าก็ต้องสิ้นสุดกันไป หลังจากในปี 1988 เซนน่า ได้คบหากับ ซูก้า ดาราแห่งประเทศบราซิล จนถึงปี 1990 เขาก็ได้เลิกกับ ซูก้า และไปอยู่กินกับ คริสติน เฟอร์แรคคุย ที่บ้านของเขาใน โมนาโก และ โปรตุเกส ระหว่างปี 1990 และ 1991 ซึ่งหลังจากนั้น เซนน่า ยังมีความสัมพันธ์กับ นางแบบอเมริกาอย่าง คาโรล แอท และนางแบบอีกหลายๆคน แต่ในขณะที่เขาเสียชีวิตเขากำลังมีความสัมพันธ์อยู่กับ นางแบบและดาราจากประเทศบราซิลอย่าง อเดรียเน่ กาลิสตู

     อีกหนึ่งข่าวที่ค่อนข้างถูกจับตามองก็คือหลังจากการเสียชีวิตของ เซนน่า อดีตนางแบบที่ชื่อ มาร์เชลล่า ปราด์โด ได้ออกมากล่าวอ้างว่า ลูกของเธอที่ชื่อ บาร์รอส มี เซนน่า เป็นพ่อของเด็ก แต่ทว่าเธอก็ถูกปฎิเสธโดยครอบครัวของ เซนน่า ว่าไม่ใช่ความจริง ทำให้อีกไม่กี่ต่อมา มาร์เชลล่า ได้ฟ้องร้องของมรดกจาก เซนน่า แต่แล้วในปี 2000 ผลทดสอบดีเอ็นเอก็ได้ประกาศชัดออกมาว่า เซนน่า ไม่ใช่พ่อของเด็ก

สถิติที่เขาทำได้
- ชนะในการแข่งถึง 19 สนาม (สนามแรกในปี 1985 , 5 สนามในปี 1988 , 5 สนามในปี 1989 , 3 สนามในปี 1990 และอีก 5 สนามในปี 1991)
- คว้าตำแหน่ง โพล โพซิชั่น ได้มากที่สุด 8 ครั้ง (1988 ใน สเปนิช กรังด์ปรีซ์ และ 1989 ใน สหรัฐ กรังด์ปรีซ์)
- ออกสตาร์ทในกลุ่มผู้นำ 24 ครั้ง (1988 ที่ เยอร์มัน กรังด์ปรีซ์ และ 1989 ที่ ออสเตรเลี่ยน กรังด์ปรีซ์)
- ชนะติดต่อกันในการแข่ง กรังด์ปรีซ์ ถึง 5 ครั้งติด (ที่ โมนาโก กรังด์ปรีซ์ ในปี 1989-1993)
- คว้าตำแหน่ง โพล โพซิชั่น ได้ถึง 8 ครั้ง (ที่ ซาน มาริโน่ กรังด์ปรีซ์ ในปี 1985-1991, 1994)
- คว้าตำแหน่ง โพล โพซิชั่น ติดต่อกันมากที่สุดในการแข่งขัน กรังด์ปรีซ์ 7 ครั้ง (ที่ ซาน มาริโน่ กรังด์ปรีซ์ ในปี 1985 ไปจนถึงปี 1994)
- ชนะในการแข่งขัน GP มากที่สุด 5 ครั้ง (ในปี 1988 , 1989 และ 1991)
- มีเปอร์เซนต์ในการออกสตาร์ทเป็นกลุ่มผู้นำถึง 100 เปอร์เซนต์เต็ม (ในปี 1989)

ข้อมูลล่าสุด : @ 2014-10-07 12:29:34

สปอร์ตไอดอล

2014-06-24 17:29:40

เฟร็ด

Fred ...