logo
Save on hotels with HotelsCombined.com

ข่าวล่าสุดของ เนมานย่า วิดิช

 
     เนมานย่า วิดิช กองหลังร่างน้องยักษ์ชาวเซอร์เบียของ อินเตอร์ มิลาน ตกเป็นข่าวว่า ราโดวาน คูร์ซิส โค้ชทีมชาติเซอร์เบีย พยายามโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมให้ วิดิช เปลี่ยนใจหวนกลับมาเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดอีกครั้ง

     วิดิช วัย 33 ปี เคยประกาศอำลาทีมชาติเซอร์เบียไป เมื่อปี 2011 ท่ามกลางความสงสัยของสื่อและแฟนบอล ที่ไม่มีใครรู้เหตุผลของการเลิกเล่นในครั้งนั้น

     ล่าสุด คูร์ซิส ผู้จัดการทีมชาติที่มาแทน ดิ๊ค อัดโวคาท กุนซือคนเก่า ได้ให้ข่าวว่า เขาจะหาทางติดต่อให้ วิดิช กลับมาคุมแนวรับให้ เซอร์เบีย อีกครั้ง

     "การวิจารณ์ถึงคุณภาพของ วิดิช มันไร้สาระสิ้นดี เขาพิสูจน์ตัวเองมายาวนานหลายปี ว่าคือหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของยุโรป เราต้องการเขากลับสู่ทีมชาติ ยังมีเวลาพอก่อนเกมที่จะถึง เราจะพูดคุยกับผู้เล่นคนอื่นๆ ให้ความเข้าใจในเรื่องนี้"

ประวัติของ เนมานย่า วิดิช

 

เนมานย่า วิดิช

 

ชื่อ  :  เนมานย่า วิดิช
 
ชื่ออังกฤษ : Nemanja  Vidic
 
วันเกิด :  21 ตุลาคม 1981 
 
อายุ : 32 ปี
 
ส่วนสูง : 188 ซม.
 
สัญชาติ : เซอร์เบีย
 
ตำแหน่ง : กองหลัง
 
สโมสรปัจจุบัน :  แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

 

 

      น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักสุดยอดปราการหลังของ"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผู้นี้  ก้าวมาเป็นหัวใจสำคัญเกมส์รับของทีม

     ก่อนการย้ายมาร่วมทีมสปาร์ตัก มอสโคว์ ในเดือนกรกฎาคม 2004 ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ เขาเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอาชีพที่สโมสรเรด สตาร์ เบลเกรด ซึ่งในตอนนั้นที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งอยู่ เขาทำได้ 12 ประตูจากการลงเล่น 67 นัด และยังได้เป็นกัปตันทีมอีกด้วย 

     แม้ว่าอายุยังน้อย วิดิช ก็ลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งหัวใจสำคัญของแผงกองหลังสปาร์ตัก มอสโคว์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก่อนที่จะย้ายทีมครั้งสำคัญในชีวิตมาสู่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เนมานย่า วิดิช

     การได้รับใบเหลืองเพียง 12 ใบจากการลงเล่น 30 นัดให้กับสปาร์ตัก มอสโคว์ ในปี 2005 ทำให้วิดิช ได้รับชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เล่นอย่างฉลาดและมีความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศที่ดีเยี่ยม

     จากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นในการลงเล่นให้กับทีมชาติเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ปี 2005 จนกระทั่งผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ในปี 2006 ที่เยอรมันได้สำเร็จ จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายสโมสรชั้นนำในยุโรปต่างมาเคาะประตูของสปาร์ตัก มอสโคว์ ถามหากองหลังที่ชื่อเนมานย่า วิดิช

     จากการเสียไปเพียงประตูเดียวในรอบคัดเลือก (ราอูล ของสเปนเป็นผู้พังประตูได้) แผงกองหลังของทีมชาติเซอร์เบียฯ จึงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยวิดิช ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นดาวเด่นของแผงกองหลังชุดนี้

     ในนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม 7 ที่ทีมชาติเซอร์เบียฯ เอาชนะทีมชาติบอสเนียฯ ไปได้ 1-0 วิดิช เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ว่าเขาจะได้รับใบแดงถูกไล่ออกจากสนามไปก่อนหมดเวลา 5 นาทีก็ตาม

     แม้ว่าสโมสรอย่างลิเวอร์พูล และฟิออเรนติน่า จะแสดงความสนใจออกมา อย่างไรก็ตาม กองหลังวัย 24 ปีรายนี้ทำให้กองเชียร์ปิศาจแดง ทั่วโลกพึงพอใจด้วยการเซ็นสัญญาระยะเวลา 4 ปีย้ายเข้ามาร่วมชายคาโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนมกราคม 2006

 

เนมานย่า วิดิช

     ด้วยความสูง 188 เซนติเมตร และสไตล์การเล่นแบบดุดันแข็งแกร่ง ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำวิดิช ไปเปรียบเทียบกับอดีตยอดกองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเช่น สตีฟ บรูซ และยาป สตัม ในช่วงที่มีการเซ็นสัญญากับสโมสร

 

 

       แต่เมื่อตอนที่มาถึงเมืองแมนเชสเตอร์ เขาพยายามหลีกเลี่ยงการนำไปเปรียบเทียบดังกล่าว "เมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กก็มีนักเตะเก่งๆ หลายคน แต่ที่จริงแล้วผมไม่ได้พยายามเอาอย่างหรือเลียนแบบนักเตะคนใดทั้งนั้น และผมก็ไม่มีนักเตะที่เป็นต้นแบบโดยเฉพาะแต่อย่างใด" เขากล่าว

"ผมพยายามที่จะเป็นตัวของตัวเอง เล่นในสไตล์ของผมเอง และสร้างรูปแบบของตัวเองขึ้นมา"

           ในฤดูกาล 2008/09ที่ผ่านมา ชื่อเสียงของวิดิชเริ่มเป็นที่ยอมรับ ฟอร์มของเขาดีกว่าฤดูกาลก่อนๆเป็นอย่างมาก เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมปีศาจแดงไม่เสียประตูติดต่อกันถึง 14 นัด จนกระทั่งมีชื่อเข้าลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของพีเอฟเอ (PFA Player of the Year) ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆแล้ว นอกจาก 2 นัดที่แพ้ให้ลิเวอร์พูล ซึ่งวิดิชฟอร์มหลุดอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเจอทีมเทพเข้าไป นอกเหนือจากนั้นถือว่ามีผลงานที่ดีมาก ผลจบฤดูกาล แมนยูคว้าแชมป์ และเขาก็ได้รางวัล "นักเตะยอดเยี่ยมในใจแฟนๆ" และ "นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี" ไปครอง

vidic

ฟอร์มของวิดิช ออกทะเลอย่างไม่เชื่อสายตาแฟนๆเรดอาร์มี่ เมื่อเจอกับลิเวอร์พูล

 

 

             ฤดูกาล 2009-2010 ในวันที่ 25 ตุลาคม 2009 วิดิชลงสนามพบกับลิเวอร์พูลและเอาชนะได้ 2-0 เป็นสามแต้มที่ได้มาอย่างดุเดือดเพราะเขาได้รับใบแดงในเกมนี้ ในเกมวันที่ 21 มีนาคม 2010 เขาลงเล่นครบ 90 นาทีนัดที่พบกับวีแกนและชนะด้วยสกอร์ 2-1 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดและพบกันอีกครั้งในวันที่ 19 กันยายน 2010โดยชนะ 3-2

 

          ฤดูกาล 2010-2011 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2010 วิดิชได้ขยายสัญญาของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  โดยทำสัญญาระยะยาวครั้งใหม่เพื่อเป็นการหักอกเรอัล มาดริดที่จะคว้าตัววิดิชไป สัญญาฉบับใหม่ 4 ปีทำสัญญาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม วิดิชทำประตูแรกให้ฤดูกาลนี้ในวันที่ 11 กันยายน ออกไปเยือนเอฟเวอร์ตันและชนะ 2-1 หลังจากเป็นกัปตันทีม 5 นัดแรก  ต่อมาเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันผู้จัดการทีมได้ยืนยันว่าวิดิชจะเป็นกัปตันต่อจากแกรี่ เนวิลล์แบบถาวร  ในวันที่ 30 ตุลาคม วิดิชทำประตูแรกในบ้าน 2-0 นัดที่พบกับทอตแน่ม ฮอตสเปอร์

 

เนมานย่า วิดิช

 

         ฤดูกาล 2011-2012 ในเดือนสิงหาคม 2011  วิดิชเปิดฤดูกาลด้วยการแข่งขันคอมมูนิตี้ชิลด์ที่สนามเวมบลีย์ เขาถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงครั้งแรก อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับริโอ เฟอร์ดินานด์ในนัดที่ชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในช่วงครึ่งหลัง ยูไนเต็ดกลับมาชนะ 3-2 ซึ่งเนมานย่า วิดิชเป็นคนยกโล่ในฐานะกัปตันทีม ซึ่งเป็นโล่คอมมูนิตี้ชิลด์ครั้งที่ 4 ในอาชีพการค้าแข้งของเขา สัปดหาต่อมา เขาเปิดฤดูกาลพร้อมกับแมนฯ ยูไนเต็ดพบกับเวสบรอมวิช อัลเบี้ยน แต่เขาถูกนำตัวออกในครึ่งหลังเพราะมีอาการบาดเจ็บที่น่อง ซึ่งตอนแรกคาดว่าเขาจะพลาดลงสนามสองสามสัปดาห์ แต่พบว่ามีอาการเจ็บที่รุนแรงพักยาวถึง 5 สัปดาห์ เขาต้องพลาดเกมกับทอตแน่ม ฮอตสเปอร์,อาร์เซน่อล, โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส, เชลซีและเกมที่เสมอสโต๊ค ซิตี้ 1-1 พร้อมทั้งยังไม่สามารถลงเตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกนัดแรกที่พบกับเบนฟิก้าและเอฟเซี บาเซิล 

ในวันที่ 7 ธันวาคม 2011 วิดิชหัวเข่าบิดในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกปะทะกับบาเซิล ต่อมาเฟอร์กี้ได้ยืนยันว่าเขาจะต้องพักยาวทั้งฤดูกาลเลย

 

 

 

       ฤดูกาล 2012-2013 วิดิชกลับมาเริ่มต้นในวันที่ 20 สิงหาคม 2012 ในนัดที่ออกไปเยือนเอฟเวอร์ตันและชนะ 1-0 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2012 เปิดบ้านต้อนรับฟูแล่ม เขาทำเข้าประตูตัวเองในนาทีที่ 64 บอลผ่านมาทางกรอบประตู เด เคอาพยายามชกออกไปส่งผลให้โกลสแปนิชกลายเป็นแซนวิชระหว่างวิดิชและมลาเด็น เปตริชลูกโดนส้นเท้าของเขาเข้าประตูไป

 

       วันที่ 25 กันยายน 2012 วิดิช เจออาการบาดเจ็บเล่นงานอย่างหนักอีกครั้ง คราวนี้พักยาวถึง 8 สัปดาห์ หลังจากเอ็นหลังหัวเข่าฉีก จากนั้น "เซอร์บิเนเตอร์" กลับมาสู่สังเวียนแข้งในวันที่ 15 ธันวาคม ในเกมที่พบกับซันเดอร์แลนด์ ในบทบาทตัวสำรอง แทนที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ในนาที 68 และวันที่ 13 มกราคม วิดิช ทำประตูได้จากลูกโหม่งระหว่างเกมกับลิเวอร์พูล ก่อนจะพาต้นสังกัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 20 ทิ้งห่างอันดับ แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูงถึง 11 แต้ม ซึ่งซีซั่นดังกล่าว วิดิช ลงสนามให้ยูไนเต็ด ไปทั้งสิ้น 22 เกม ยิงไป 1 ประตู

 

เกียรติยศที่เคยได้รับกับอดีตสโมสรต้นสังกัด


เรด สตาร์ เบลเกรด

ปี 2002 - แชมป์เอฟเอ คัพ ของยูโกสลาเวีย
ปี 2004 - แชมป์ลีก ของเซอร์เบียฯ
ปี 2004 - แชมป์เอฟเอ คัพ ของเซอร์เบียฯ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
 
แชมป์พรีเมียร์ลีก : 2006–07, 2007–08, 2008–09 ,2010-2011 , 2012-2013
แชมป์ลีกคัพ : 2006, 2009 ,2010
ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก : 2008
แชมป์สโมสรโลก : 2008

 

 

 

Updated  by  [DevilRes]

ข้อมูลล่าสุด : @ 2014-12-03 12:19:30

สปอร์ตไอดอล