logo
Save on hotels with HotelsCombined.com

ประวัติของ อเมลี โมเรสโม่

Amelie Mauresmo
อเมลี โมเรสโม่

ข้อมูลส่วนตัว

ประเทศ : ฝรั่งเศส
ที่อยู่ : สวิตเซอร์แลนด์
วันเกิด : 5 กรกฎาคม 1979
สถานที่เกิด : Saint-Germain-en-Laye, ฝรั่งเศส
ส่วนสูง : 174 เซนติเมตร
น้ำหนัก : 69 กิโลกรัม
เทิร์นโปร : 1994
จุดเด่น : แบ็คแฮนด์มือเดียว (ถนัดขวา)
เงินรางวัล : $13,453,690


            "สาวหล่อ" อเมลี โมเรสโม่ มีชื่อเต็มว่า อเมลี ซิโมเน่ โมเรสโม่ (Amelie Simone Mauresmo) เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1979 เป็นนักเทนนิสหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตมือ 1 ของโลก และสาวแกร่งจากเมืองน้ำหอมผู้นี้ กำลังรั้งมือวางอันดับ 6 โลกในปัจจุบัน ด้วยผลงานคว้าแชมป์รายการแกรนด์สแลมมาครองได้ 2 รายการ

            ด้วยลูกตีแบ็คแฮนด์มือเดียวอันทรงพลัง ซึ่งมีน้อยนักในวงการนักเทนนิสหญิง รวมถึงทีเด็ดในการเล่นหน้าเน็ตที่แข็งแกร่ง ก็เป็นอาวุธลับที่ทำให้เธอสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกในวงการลูกสักหลาดหญิงได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 13 กันยายน เมื่อปี 2004 และเป็นนักหวดสาวมือ 1 ของโลกคนที่ 14 นับตั้งแต่มีการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ ซึ่งเธอก็สามารถรักษาตำแหน่งสูงสุดนี้ได้นาน 5 สัปดาห์

            อาจกล่าวได้ว่า ในปี 1999 สื่อต่างๆ มากมาย ได้พูดถึงกันนักเทนนิสโนเนมชาวฝรั่งเศส อย่างกว้างขวาง ซึ่งไม่เพียงแต่จะมาจากเหตุการณ์การยัดเยียดความปราชัยให้กับ นักเทนนิสระดับท็อปเท็นของโลก ที่ได้สร้างความประหลาดใจกับนักให้วงการเทนนิสหญิงแล้ว แต่จากคำพูดของ ฮินกิส ในครั้งนั้น ก็ทำให้ ชื่อของ โมเรสโม่ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 19 ปี ได้ปรากฎต่อสาธารณชนว่า เธอเป็นผู้หญิงประเภท "เลสเบี้ยน" และนั้นก็ได้กลาย เป็นฉายาประจำตัวเธอว่า "สาวหล่อ" แห่งวงการลูกสักหลาด นั่นเอง


ประวัติส่วนตัวและเส้นทางการเป็นนักเทนนิส

ช่วงเริ่มต้นของอาชีพ

            อเมลี โมเรสโม่ เกิดที่เมือง Saint-Germain-en-Laye ในประเทศฝรั่งเศส สาวน้อยเมืองน้ำหอมรายนี้เริ่มจับแร็คเก็ตเป็นครั้งแรกเมื่อมีอายุเพียง 4 ขวบ หลังจาก ถูกจุดประกายไฟฝันแห่งการก้าวสู่วงการเทนนิสอาชีพ จากการได้เห็นชัยชนะของ ยันนิค โนอาห์ ในศึกแกรนด์แสลม เฟร้นช์โอเพ่น ที่มีเหนือต่อ แมตส์ วิลแลนเดอร์ เมื่อปี 1983 ผ่านทางโทรทัศน์ จนเมื่อเธอมีอายุ 6 ขวบ พ่อแม่ของโมเรสโม่ก็ได้ส่งเธอไปฝึกเทนนิสที่ สโมสรเทนนิส Bornel อย่างเป็นจริงเป็นจัง

            หลังจากฝึกปรือวิชาอยู่ที่นี้ได้ 3 ปี ทางสมาพันธ์เทนนิสฝรั่งเศส หรือ เอฟเอฟที ก็ได้เห็นแววพรสวรรค์ ของเด็กหญิง โมเรสโม่ ในวัย 11 ขวบ พร้อมกับได้ชักชวนให้เธอเข้ามาร่วมใน โปรแกรมในโรงเรียนสอนเทนนิสที่ Blois
และที่นี้เองที่ทำให้โมเรสโม่บอกกับตัวเองว่า เป้าหมายอันแรงกล้าของเธอก็คือ การได้เป็นนักเทนนิสอาชีพ

            พออายุได้ 14 ปี เธอก็เข้าไป INSEP Vincennes ซึ่งเป็นสถาบันสำหรับการเรียนเกี่ยวกับกีฬาและพลศึกษา และที่นี้ทำให้เธอพบกับ Gail Lovera อดีตนักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลก จากออสเตรเลีย ผู้ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งเทนนิสและวิชาตีลูกแบ็คแฮนด์ท็อปสปินให้กับโมเรสโม่


1995-1996 :

            อเมลี โมเรสโม่ เก็บเกี่ยวประสบการการณ์ด้วยการลงเล่นเทนนิสทัวร์นาเม้นต์อาชีพเล็กๆของรายการ เอฟเอฟที ที่มีเงินรางวัลเพียง 10,000 เหรียฐสหรัฐ (หรือประมาณ 350,000 บาท) เรื่อยมา จนกระทั่งในศึกแกรนด์สแลมเฟร้นช์โอเพ่น โมเรสโม่ซึ่งในตอนนั้นมีอันดับโลกอยู่ที่อันดับ 175 ก็ฉายแววในวงการเทนนิสหญิง ด้วยการปราบมือวางที่อันดับสูงกว่าจนสามารถทะลุเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ

            และเพียงในปี 1996 โมเรสโม่ ในวัยเพียง 17 ปี ก็สามารถคว้าแชมป์ จูเนียร์ เฟร้นช์ โอเพ่น และ วิมเบิลดัน ได้ทั้งสองรายการ ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับรางวัลนักเทนนิสระดับเยาวชนยอดเยี่ยมของโลกในปีเดียวกันนี้ จากสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ หรือ ไอทีเอฟ


1997-1999 :

            ในช่วงปี 1997 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของโมเรสโม่ก็ว่าได้ เธอต้องตัดสินใจแยกออกมาจากครอบครัว เพื่อที่จะทำให้เธอได้มีความกระหายในการแข่งขันเทนนิสที่มากขึ้น ปรารถนาในชัยชนะมากขึ้น และในปีนี้เอง ที่เธอก็ได้มาร่วมงานกับ Warwick Bashford โค้ชส่วนตัว ซึ่งเป็นชาวแอฟริกันที่อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

            โมเรสโม่ เริ่มรู้สึกว่า เธอทำผลงานได้น่าประทับใจซึ่งมันก็ปรากฏออกมาให้เห็นผ่านผลการแข่งขันที่เธอทำได้ โดยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกในชีวิตนักเทนนิสอาชีพ เกิดขึ้นที่ เบอร์ลิน ในปี 1998 ซึ่งเธอสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ หลังจากโชว์ฟอร์มสุดเฉียบในที่ผ่านมา ซึ่งเธอสามารถหวดเอาชนะได้ทั้ง โดมินิค แวน รูสต์, ยาน่า โนวอตน่า (อันดับ 3 ของโลกขณะนั้น) และ ลินเซย์ ดาเวนพอร์ต (อันดับ 2 ของโลกขณะนั้น)

            อย่างไรก็ตาม แม้ในท้ายสุด เธอจะพ่ายให้กับ คอนชิต้า มาติเนซ ยอดนักเทนนิสสาวชาวสเปนไปในรอบชิงชนะเลิศ อันดับโลก ของ โมเรสโม่ ก็กระโดดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 30 ของโลก และในปีเดียวกันนี้ Yannick Noah ยอดนักเทนนิสชาวฝรั่งเศส ก็ได้ชักชวนให้เธอเข้าร่วมทีมชาติฝรั่งเศส ทำการแข่งขันในศึก เฟด คัพ ที่จะพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ในรอบรองชนะเลิศ

            และแล้ว ในปี 1999 นักเทนนิสสาว ซึ่งถูกจัดให้เป็นมือวางไร้อันดับ นามว่า โมเรสโม่ ก็สร้างความตะลึงให้กับวงการลูกสักหลาดโลก ด้วยการผ่านทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ในศึกแกรนด์สแลม ออสเตรเลีย โอเพ่น

            หลังจากโชว์ฟอร์มคว่ำ นักเทนนิสมือวางอันดับ 3 (รวมไปถึงลินเซย์ดาเวนพอร์ต ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเทนนิสมือวางอันดับ 1ของโลก) ก่อนในท้ายสุด จะพ่ายต่อ มาร์ติน่า ฮินกิส นักเทนนิสสาว จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งขณะนั้นเป็นมือวางอันดับ 2 ของโลก ซึ่งก่อนเกมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในครั้งนั้น ฮินกิสได้กล่าวถึง โมเรสโม่ ว่า "เป็นผู้ชายในร่างของผู้หญิง" อย่างไรดี แม้ว่าเธอจะแพ้ให้กับฮินกิสในปีนั้น แต่ในปีถัดมา โมเรสโม่ ก็สามารถล้างแค้นคืนได้ทันควัน ในรอบชิงชนะเลิศของศึกรายการเทนนิส indoors ที่ ปารีส

            ด้วยผลงานที่ผ่านมา ทำให้ โมเรสโม่ ถูกบันทึกว่าเป็นนักเทนนิสหญิงชาวฝรั่งเศส คนที่ 2 ที่สามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ในศึกรายการออสเตรเลีย โอเพ่นต่อจาก แมรี่ เพียซ ซึ่งเคยทำได้ในปี 1995 และได้เป็นแชมป์ในปีนั้นด้วย และแถมเธอยังเป็นนักเทนนิสหญิงชาวฝรั่งเศสคนที่ 3 ที่สามารถทะลุเข้าถึงรอบชิงทุกรายการแกรนด์สแลมอีกด้วย


2000-2002

            ในปี 2000 โมเรสโม่เริ่มต้นฤดูกาลแข่งขันได้อย่างโดดเด่นและน่าจับตาอย่างมาก หลังจากที่เธอมีชัยเหนือ แมรี่เพียซ, มาร์ติน่า ฮินกิส และ ลินเซ่ย์ ดาเวนพอร์ต ในศึกเทนนิสที่ ซิดนีย์ และคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

            แม้ดูเหมือนจะไปได้สวย แต่เธอก็ต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่หลัง จนทำให้ในปีนั้น เธอทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งแม้ว่า เธอจะสามารถผ่านทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกรายการ โบล และ โรม แต่เธอก็ไม่สามารถหยิบถ้วยแชมป์มาครองได้

            ในปี 2001 โมเรสโม่ รั้งอยู่ในอันดับที่ 16 ของโลก และกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้ง หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี และนั่นก็ได้ทำให้เธอเอาชนะได้ถึง 4 รายการ ซึ่ง 3ใน 4 รายการนั้น เป็นการคว้าแชมป์ 3 รายการติดต่อกัน ได้แก่ รายการ โอเพ่น กาซ เดอ ฟร้องค์ (ปารีส), นีซ และ อเมเลีย ไอส์แลนด์ และ เบอร์ลิน ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ด้วยการคว่ำทั้ง เจนนิเฟอร์ คาปริเอตี้ และ มาร์ติน ฮินกิส (ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของเธอที่มีต่อฮินกิส)

            ในศึกรายการ เฟร้นช์ โอเพ่น ทุกสายตาแฟนเทนนิสต่างจับจ้องไปที่ โมเรสโม่ นักเทนนิสสาวมาแรงจาก ฝรั่งเศสผู้นี้ และเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการผ่านรอบแรกไปได้สบายๆ หลังจากตบเอาชนะ ยาน่า คาดาร์รนักเทนนิสโนเนม จาก เยอรมัน แต่ในท้ายสุด เธอก็ไม่อาจคว้าแชมป์มาครองได้ และจบอันดับในฤดูกาลแข่งขันนี้ด้วยอันดับ 9 ของโลก รวมทั้งในปีนี้ ยังเป็นครั้งแรกของเธอที่สามารถผ่านทะลุเข้ามาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในศึก ยูเอส โอเพ่น อีกด้วย

            ฤดูกาลแข่งขันในปี 2002 นับว่าเป็นปีที่ดีปีหนึ่งของ โมเรสโม่ โดยเธอสามารถหยิบแชมป์มาครองได้ 2 รายการ ได้แก่ รายการที่ ดูไบ และมอนทรีอัล นอกจากนี้ เธอยังผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ถึง 6 รายการ ซึ่งรวมไปถึง ในรายการใหญ่ๆ อย่ง วิมเบิลดัน และ ยูเอส โอเพ่น โดยทั้งสองรายการนั้น เธอต้องถูกเขี่ยตกรอบด้วยน้ำมือของสองพี่น้องตระกูล วิลเลี่ยมส์ โดยที่ในรายการที่ วิมเบิลดัน เธอถูกเขี่ยตกรอบด้วยน้ำมือของ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ และในรายการ ยูเอส โอเพ่น เธอต้องตกรอบไปด้วยน้ำมือของ วีนัส วิลเลี่ยมส์ หลังจากโชว์ฟอร์มคว่ำทั้ง คิม ไคลจ์สเตอร์ และ คาปริอาติ้ มาก่อนหน้านี้

            อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าโชคไม่ดีเลยสำหรับเธอ ที่การปิดฉากฤดูกาลของเธอในปีนี้ลงเอยไม่สวยหรูนัก เนื่อง เพราะว่าเธอต้องได้รับบาดเจ็บที่เข่าซึ่งทำให้ต้องพลาดลงเล่นในศึกรายการเทนนิส มาสเตอร์ส และโมเรสโม่ ก็จบฤดูกาลนี้ด้วยการครองอันดับ 6 ของโลก


เส้นทางสู่มือวางอันดับ 1 ของโลก

2003-2005 :

            ในปี 2003 โมเรสโม่ โชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนัก จนกระทั่ง มาถึงในรายการ โอเพ่น กาซ เดอ ฟร้องค์ ที่ซึ่งเธอสามารถเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ หลังจากนั้นก็คว้าแชมป์มาครองได้ในรายการที่ วอร์ซอว์ และ ฟิลาเดเฟียนอกจากนี้ เธอก็ยังเข้าชิงถึง 4 รายการ รวมไปถึงรายการมาสเตอร์ส ที่ ลอสเแอเจลิส ที่ซึ่งเธอสามารถหวดเอาชนะ ชุสติน เอแน็ง ยอดนักเทนนิส จากเบลเยี่ยมไปได้ ก่อนที่จะไปพ่ายให้กับ คิม ไคลจ์สเตอร์ ในรอบชิงชนะเลิศ และในปีนี้โมเรสโม่ ก็สามารถหวดเอาชนะ สองพี่น้องตระกูล วิลเลี่ยมส์ ได้สำเร็จ

            อย่างไรก็ดี ด้วยอาการบาดเจ็บรบกวนที่ซี่โครง ทำให้เธอไปไม่ถึงดวงดาวทั้งในรายการ วิมเบิลดัน, เฟร้นช์ โอเพ่น และ ยูเอส โอเพ่น ซึ่งเธอก็ทำได้ดีที่สุดเพียงในรอบ ก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น และในปีเดียวกันนี้เอง โมเรสโม่ โชว์ฟอร์มหวดเอาชนะในศึกเฟด คัพ ได้เป็นเกมที่ 8 และเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญยิ่งที่ช่วยให้ ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถมีชัย เหนือ ทีมชาติสหรัฐไปได้

            ในปี 2004 เป็นปีที่ลืมไม่ลงอย่างแน่นอน สำหรับ โมเรสโม่ เพราะนอกจากที่เธอจะสามารถคว้าเหรียญเงินจาก โอลิมเกมส์ ที่ กรุงเอเธนส์ ได้ โดยเธอต้องแพ้ให้กับ ชุสติน เอแน็ง นักเทนนิสสาวชาวเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 1 คนปัจจุบันนั่นเอง เธอก็ยังคว้าแชมป์มาได้ถึง 5 รายการ

            และในวันที่ 13 เดือนกันยายน ปี 2004 โมเรสโม่ ก็ได้กลายมาเป็นนักเทนนิสฝรั่งเศสคนแรกที่ก้าวขึ้นมาเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ นับตั้งแต่ที่มีการเริ่มจัดอันดับกันในปี 1970 เป็นต้นมา แม้ก่อนหน้านั้น 1 วัน เธอจะแพ้ให้กับ อีเลน่า เดเมนเตียว่า ในรอบชิงชนะเลิศของศึก ยูเอส โอเพ่นก็ตาม ซึ่งโมเรสโม่ ก็รักษาตำแหน่งนี้ได้นานถึง 5 สัปดาห์ และในปัจจุบันแม้เธอจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนี้แล้ว แต่เธอก็ยังคงมีอันดับมือวางติด 1 ใน 10 ของโลกอยู่

            โมเรสโม่ เริ่มต้นในปี 2005 ในศึกเทนนิสที่ ออสเตรเลีย และในรอบก่อนรองชนะเลิศ ความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บ ส่งผลให้เธอต้องพ่ายให้กับ เซเรน่าวิลเลี่ยมส์ ไป 2 เซ็ตรวด รวมไปถึงความพ่ายแพ้ต่อ เดียนาร่า ซาฟิน่า ในรอบชิงชนะเลิศ ของศึกรายการ โอเพ่น กาซ เดอ ฟร้องค์ อีกด้วย แต่ในที่สุดแล้วเธอก็หยิบถ้วยแชมป์มาเชยชมได้ 1 รายการหลังจากหวดเอาชนะ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ มาได้


2006 :

            ในที่สุด อเมลี โมเรสโม่ ก็ได้สัมผัสแชมป์แกรนด์สแลมแรกในชีวิตของเธอ ในรายการ ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น หลังจากสามารถเอาชนะ คิม ไคลจ์สเตอร์ อดีตนักหวดสาวมือวางอันดับ 1 ของโลก ชาวเบลเยี่ยม และ ชุสติน เอแน็ง มาได้ โดยคู่ต่อสู้ทั้งสองของเธอนั้น ได้ขอยอมแพ้ระหว่างทำการแข่งขัน ซึ่งในรายของ ไคลจ์สเตอร์ มีอาการบาดเจ็บเคล็ดที่ข้อเท้าขวา ในระหว่างเซ็ตที่สามในรอบรองชนะเลิศ และ ในรายของ เอแน็ง ก็ขอยอมแพ้ไประหว่างที่ โมเรสโม่ กำลังนำอยู่ 6-1, 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ส่งผลให้ โมเรสโม่คว้าแชมป์ออสเตรเลี่ยน มาครองได้สำเร็จ

            ต่อจากนั้น โมเรสโม่ ก็คว้าแชมป์มาได้อีก 2 รายการ ในศึก โอเพ่น กาซ เดอ ฟร้องค์ ที่ ปารีส (ชนะ เพียซ ไปในรอบชิงชนะเลิศ) และ ในรายการ โปรซิมัส ไดมอนด์ เกมส์ ที่ อันเวิร์ป (เอาชนะ ไคลจ์สเตอร์ ในรอบชิงชนะเลิศ)

            ในศึกรายการ กาตาร์ โอเพ่น ที่ โดฮา แม้ว่า โมเรสโม่ หวดเอาชนะ มาร์ติน่า ฮินกิส ในรอบรองชนะเลิศ ไปได้ 2 เซ็ตรวด แต่เธอก็ต้องไปแพ้ให้กับ นาเดีย เปโตรว่า ในรอบชิงชนะเลิศ ด้วย สกอร์ 6-3, 7-5 ซึ่งในเกมนั้น หากเธอสามารถเอาชนะได้ เธอก็จะทวงตำแหน่งมือ 1 ของโลก คืนได้จาก ไคลจ์สเตอร์ ในทันที ถึงกระนั้น โมเรสโม่ก็กลับมาครองอันดับ 1 ได้สำเร็จอีกครั้ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2006

            ต่อมาในศึกรายการ โซนี่ อีริคส์สัน โอเพ่นที่ คีย์ บิสคาน์น ฟลอริดาโมเรสโม่ ต้องแพ้ให้กับ สเว็ตลาน่า คุซเน็ตโซว่า ซึ่งเป็นแชมป์รายการนี้ในท้ายที่สุด ไปในรอบรองชนะเลิศมาในศึกเฟร้นช์โอเพ่น โมเรสโม่ ก็ต้องแพ้ให้กับ นิโคล วาดิคอฟ ในรอบที่สี่

            หลังจากนั้น โมเรสโม่ ก็ยังต้องแพ้ไปใน ศึกรายการอุ่นเครื่องก่อนวิมเบิลดัน ที่ อีสบอร์น ไปแค่เพียงในรอบแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม โมเรสโม่ ก็คว้าแชมป์ประเภทหญิงคู่มาครองได้ในรายการเดียวกันนี้ ร่วมกับ คุซเน็ตโซว่า

            ก้าวเข้าสู่ในศึกรายการ วิมเบิลดัน โมเรสโม่ ถูกจัดให้เป็นมือวางอันดับ 1 ของรายการ และในที่สุด เธอก็ได้สัมผัสแชมป์แกรนด์สแลม เป็นรายการที่สองในชีวิตของเธอ หลังจากที่หวดเอาชนะ มาเรีย ชาราโปว่า ในรอบรองชนะเลิศ และ ชุสติน เอแน็ง ในรอบชิงชนะเลิศ และถือเป็นแชมป์แรกของเธอในรายการเทนนิสคอร์ตหญ้าอีกด้วย

            อย่างไรก็ตาม ต่อมาในศึก ยูเอสโอเพ่น โมเรสโม่ก็ต้องแพ้ให้กับ ชาราโปว่า ไปอย่างน่าเจ็บใจ ในรอบรองชนะเลิศ ไป 2-1 เซ็ต ด้วยสกอร์ 6-0, 4-6, 6-0 ซึ่งผลการแข่งขันครั้งนั้น ถือเป็นครั้งแรกของรายการนี้ ที่ในรอบรอบชนะเลิศมีการแพ้เซ็ตด้วยสกอร์ 0 ถึง 2 เซ็ตด้วยกัน

            ในรายการถัดมา โมเรสโม่ สามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ในศึกรายการ ไชน่า โอเพ่น ซึ่งเธอก็ต้องไปแพ้ให้กับ คุซเน็ตโซว่าไป 6-4, 6-0 โดย สรุปแล้วในปีนี้ โมเรสโม่ จบอันดับโดยร่วงจากอันดับ 1 มาอยู่อันดับ 3 ของโลก ตามหลังเอแน็ง และ ชาราโปว่า ตามลำดับ


2007:

            โมเรสโม่ เริ่มต้นปี 2007 ได้ไม่ดีนัก หลังจากที่เข้าถึงได้เพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนที่จะแพ้ให้กับ เยเลน่า ยานโควิช นักหวดสาวชาวเซิร์บไป ในรายการเทนนิสที่ ซิดนีย์ต่อจากในศึกรายการ ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น โมเรสโม่ก็ทะลุเข้าไปถึงได้เพียงรอบที่ 4 โดยหยุดเส้นทางในรายการนี้ ด้วยน้ำมือของ ลูเซีย ซาฟาโรว่า ไป 2 เซ็ตรวด
ด้วยสกอร์ 6-4, 6-3 หลังจากที่โชว์ฟอร์ม 3 รอบที่ผ่านมาอย่างอย่างยอดเยี่ยม

            ทัวร์นาเม้นต์ต่อมาของ โมเรสโม่ ก็คือ โอเพ่น กาซ เดอ ฟราน ที่ซึ่งเธอก็ต้องไปแพ้ให้กับ นาเดีย เปโตรว่าในรอบรองชนะเลิส ด้วยเกมการแข่งขันที่ยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เป็นความพ่ายแพ้ 4 ครั้งล่าสุด ของโมเรสโม่ที่มีต่อ เปโตรว่า

            ในรายการต่อมาที่ โปรซิมัส ไดมอนด์ เกมส์ ที่ อันเวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม โมเรสโม่ เอาชนะนักหวดเจ้าถิ่นอย่าง คิม ไคลจ์สเตอร์ ไปได้ในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 6-4, 7-6(5) และการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ ถือเป็นแชมป์ 3 สมัยของเธอที่นี้ในรอบ 5 ปี เลยทีเดียว หลังจากนั้นเธอกไปหวดในรายการ ดูไบดิวตี้ ฟรี วูเมน โอเพ่น ซึ่งเธฮก็ต้องแพ้ให้กับ ชุสติน เอแน็ง ไปในรอบชิงชนะเลิศ 2 เซ็ตรวด ด้วยสกอร์ 6-4, 7-5

            เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2007 โมเรสโม่ได้รับรางวัลเกียรติยศ Chevalier (Knight) of the Legion d'honneur จากนาย ฌาคส์ ฌิรัค ประธานาธิบดีฝรั่งเศสซึ่งตำรงตำแหน่งอยู่ในสมัยนั้น

            แม้ว่า โมเรสโม่ จะต้องมีตารางลงแข่งขันในรายการ โซนี่ อีริคส์สัน โอเพ่นที่ ไมอามี่ แต่เธอก็ต้องถอนตัวออกไป เนื่องจากอาการไส้ติ่งอักเสบกระทันหัน และยังส่งผลให้เธอต้องถอนตัวออกจากรายการ บอส์ช แอนด์ ลอมบ์ แชมเปี้ยนชิพที่ อเมเลีย ไอส์แลนด์ ที่ฟลอลิดา ด้วยเหตุผลเดียวกันอีกด้วย แม้ว่าเธอจะกลับมาลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง แต่ร่างกายของเธอก็ไม่สมบูรณ์พอที่จะลงทำศึกในรายการ เจ แอนด์ เอส คัพ ที่วอร์ซอซ์ ประเทศโปแลนด์ ได้ทัน

            ต่อไปในรายการ กาตาร์ เทเลคอม เยอรมัน โอเพ่น ที่กรุงเบอร์ลิน โมเรสโม่ ก็ต้องหยุดเส้นทางไปเพียงแค่รอบที่สาม หลังจาก แพ้ให้กับ จูเลีย วากูเลนโก้ นักหวดชาวยูเครนไป และในรายการInternazionali d'Italia ที่ โรม โมเรสโม่ ก็ต้องแพ้ให้กับ ซามานธ่า สโตเซอร์ นักเทนนิสชาวออสเตรเลีย ไปเพียงรอบที่สอง 2-1 เซ็ต ด้วยสกอร์ 5-7, 6-7(4), 7-6(7)

            เดินทางเข้าสู่ในรายการ เฟร้นช์ โอเพ่น โมเรสโม่ ซึ่งลงเล่นไปเพียง 3 รายการ หลังจบเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา โมเรสโม่ ก็ต้องแพ้ต่อ ลูเซีย ซาฟาโรว่า นักเทนนิสชาว เช็ก ไปในรอบที่ 3 ด้วยสกอร์ 2 เซ็ตที่ 6-3, 7-6(4) ด้วยสถิติการเล่นสุดย่ำแย่จาการ ดับเบิ้ลฟอล์ส และ อันฟอร์ซเออเรอร์ส ถึง 49 ครั้ง ซึ่งหลังจากนั้น โมเรสโม่ ก็ต้องไปพ่ายแพ้ให้กับ ชุสติน เอแน็ง ในรอบชิงชนะเลิศ ของศึกเทนนิสรายการ อุ่นเครื่องก่อนศึกวิมเบิลตัน ที่อีสบอร์น ประเทศอังกฤษ

            และโมเรสโม่ ก็เดินทางมาในศึก วิมเบิลดัน ในฐานะแชมป์เก่าที่มาป้องกันแชมป์ อย่างไรก็ดี เธอก็กลับทำได้ดีเพียงรอบที่ 4 เท่านั้นหลังจากต้องพ่ายให้กับ นิโคล วาดิคอฟ ไป 3-1 เซ็ต ด้วยสกอร์ 7-6(6), 4-6, 6-1 ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ส่งผลให้อันดับของเธอหล่นร่วงมาอยู่ในอันดับ 6 ของโลก นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2003เป็นต้นมาที่อันดับของเธอไม่ติด 1 ใน 5 ของโลก

            ต้องยอมรับว่า แม้ โมเรสโม่ จะถูกจารึกว่าเป็น 1 ในผู้เล่นที่เคยครองมือวางอันดับ 1 ของโลก ที่ไร้ซึ่งบัลลังค์แชมป์แกรนด์สแลม จนกระทั่งในปี 2006 เธอก็สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมแรกมาครองได้สำเร็จ ก่อนที่ โมเรสโม่จะสามารถหยิบแชมป์ ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น มาครองได้สำเร็จ โมเรสโม่ เคยถูกปรามาส ว่าเป็นนักเทนนิหญิงที่ดีที่สุด ที่ไม่เคยได้แชมป์แกรนด์สแลมเลยซักครั้งเดียว

            คงไม่มีใคร สงสัยใน พรสวรรค์ทางลูกสักหลาดของโมเรสโม่ แต่เธอก็มักถูกวิจารณ์เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ซึ่งเป็นผลเสียที่ทำให้เธอต้องอกหักกับผลงานไปในหลายๆ รายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในศึกวิมเบิลดัน ซึ่งเธอต้องปราชัยให้กับเซเรน่า วิลเลี่ยมส์ และ ลินเซย์ ดาวเวนพอร์ต สองนักหวดสาวชาวอเมริกัน ติดต่อกัน 2 สมัยเลยทีเดียว หลังจากที่เธอนำคู่ต่อสู้ทั้งสองคนอย่างสบายๆ ในช่วงต้นเกม

            อาจกล่าวได้ว่า โมเรสโม่ เป็นหนึ่งในนักเทนนิสไม่กี่คน ทั้งชายและหญิง ที่ก้าวไปถึงมือ 1 ของโลก โดยปราศจากชัยชนะในรายการแกรนด์สแลม ซึ่งในประเภทหญิงก็มี คิม ไคลจ์สเตอร์ส นักหวดชาวเบลเยี่ยม ที่เคยสัมผัสตำแหน่งนี้ในปี 2003 ก่อนที่ในอีก 2 ปี ถัดมา เธอถึงจะสามารถสัมผัสแชมป์แกรนด์สแลมแรกของเธอในศึก ยูเอส โอเพ่น ในปี2005 รวมไปถึง อิวาน เลนเดล ซึ่งเคยครองมือ 1 ของโลกในปี 1983 ก่อนที่จะกวาดแชมป์แกรนด์สแลมมาได้ 8 รายการ ขณะที่ในประเภทชาย ก็มีมาร์เซโล ริออส นักเทนนิสชาวชิลี ซึ่งเคยไปถึงตำแหน่งมือ 1 ของโลกได้ในปี 1998 โดยที่เขายังไม่เคยได้แชมป์แกรนด์สแลมติดไม่ติดมือเลยซักครั้ง

            นอกจากเส้นทางการเป็นนักเทนนิสอาชีพแล้ว อเมลี โมเรสโม่ ยังได้ก่อตั้งองค์กรการกุศล 3 องค์กร ได้แก่ THE INSTITUT CURIE (องค์กรการวิจัยเกี่ยวกับมะเร็ง), MEDIAS HANDICAPS (องค์กรการจัดทำสื่อให้กับผู้พิการทุภพลภาพ) และ LITTLE DREAMS FOUNDATION (องค์กรเกี่ยวกับส่งเสริมความสามารถทางด้านกีฬาและศิลปะให้กับเด็กอายุระหว่าง 4-16 ปี)

 

ลับเฉพาะกับโมเรสโม่

            แม้จะดูมีบุคลิกเป็นสาวห้าว แต่ โมเรสโม่ ก็ชื่นชอบการทำอาหาร(ชอบดื่มไวน์) และชอบแต่งตัว เป็นชีวิตจิตใจ นอกจากนี้ เธอชอบที่จะเล่นกีฬากระดานโต้คลื่น,กีฬาความเร็ว, ดูหนัง, ฟังเพลง,อ่านหนังสือ และเล่นเกม ไพ่ Solitaire ในแล็บท็อบของเธอเป็นประจำอีกด้วย และสิ่งที่เธอไม่ชอบเอามากๆ เลย ก็คือ การนอนตื่นเช้า, การนั่งฟังข้อความยาวๆ ใน voicemail, การเก็บกระเป๋าหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันเทนนิส, ความรุนแรง และ คนที่ไม่ซื่อสัตย์ โกหกมดเท็จ

            สิ่งที่โมเรสโม่ชอบทำเวลาว่าง ก็คือ เธอชอบเล่นเกมทุกประเภท และจะมีความสุขทุกครั้ง ที่ได้เล่นไพ่กับเพื่อนๆ แต่เกมโปรดของเธอก็คือ Tarot และ Belote โดยเธอจะเล่นเกือบจะทุกครั้งระหว่างการไปแข่งขันเทนนิส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอจะตั้งวงเล่นกัน เซบาสเตียง เกรชอง, อาร์โนลด์ เกรม็องต์ นักเทนนิสเพื่อนร่วมชาติ เป็นประจำ ตราบใดที่มีเวลาว่าง แต่ โมเรสโม่ จะไม่เล่นเกมเหล่านี้ ก่อนการแข่งขันอย่างแน่นอน เพราะมันจะไปรบกวนสมาธิเธอก่อนการแข่งขัน นอกจากนั้นแล้ว เกมที่ โมเรสโม่ ชอบเล่นก็คือ สแครบเบิ้ล (Scrabble) โดยเธอสามารถเล่นได้นานเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว และเธอก็มักจะใช้เวลาตอนที่เธออยู่บ้านหรือพักร้อนทำกิจกรรมนี้

ข้อมูลล่าสุด : @ 2013-10-10 13:06:42

สปอร์ตไอดอล