logo
Save on hotels with HotelsCombined.com

ประวัติของ เปาโล รอสซี่

เปาโล รอสซี่ "เพชรฆาตอัซซูรี่"

เปาโล รอสซี่ ถูกยกให้เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของ“อัซซูรี่” และเป็นนักฟุตบอลที่เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อยิงประตูเท่านั้น
       รอสซี่ เป็นนักเตะที่ผมเลือกใช้คำว่า"ล้มแล้วต้องลุกให้ได้" ...เพราะเคยถูกห้ามลงสนามเพราะเจอข้อหา"ล้มบอล"

       เปาโล รอสซี่ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1956 และเริ่มต้นเป็นนักเตะกับยอดทีมแห่งเมืองตูริน คือม้าลาย ยูเวนตุส โดยร่วมทีมตั้งแต่ทีมระดับจูเนียร์ แต่เนื่องจากมีปัญหาอาการเจ็บหัวเข่ามาโดยตลอด ยูเวนตุสจึงปล่อยตัวรอสซี่ให้ "โคโม่" ยืมตัวไปหาประสบการณ์ 

ในชุดวิเซนซ่า


       รอสซี่เล่นโคโม่ไม่นาน แมวมองของทีมในเซเรีย บี คือ "วิเชนซ่า" ก็ซื้อตัวหลังมองเห็น"สัญชาติญาณเพชรฆาต" จึงจับรอสซี่ จากผู้เล่นมิดฟิลด์ริมเส้น ไปเป็นกองหน้า ซึ่งถือว่าเป็นการมองถูกทาง เพราะรอสซี่ยิงถึง 21 ประตูให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในกัลโช่ซีรี อาร์ และวิเชนซ่าก็ยื่นเรื่องขอซื้อตัวเป็นการถาวรจาก ยูเวนตุส ที่ยอมขายด้วยราคาถูกเพียง 1,500 ปอนด์ ในปี 1975
       เล่นลีกสูงสุดเพียงปีเดียว นาโปลี ติดจ่อขอซื้อตัวไปร่วมทีมด้วยราคาเพิ่มเท่าตัวเป็น 3 พันปอนด์ แต่รอสซี่ไม่อยากไปอยู่เมืองมาเฟีย จึงตัดสินใจไปร่วมทีมเปรูจา แบบยืมตัวแทน

       ช่วงนั้นเองที่"มาเฟียลูกหนัง"เริ่มแผลงฤทธิ์ และมีการ"ล้มบอล"เกิดขึ้น
       ไม่ต่างจากยุคนี้ ซึ่งเมื่อปีก่อน ซึ่งยูเวนตุส ก็เจอข้อหาเดียวกันและถูกริบตำแหน่งแชมป์ พร้อมถูกปรับตกชั้นไปเตะในกัลโช่ ซีรีส์ บี ขณะที่เอซี มิลาน ถูกตัดแต้มและปรับเงินมหาศาล

       เปาโล รอสซี่ เป็นหนึ่งในนักเตะที่เจอข้อหา"ล้มบอล"ในช่วงนั้น เขาจึงถูกสมาคมฟุตบอลอิตาลีห้ามเล่นฟุตบอล 3 ปี แต่สโมสรอุทธรณ์ จึงถูกห้ามลงสนามจาก 3 ปีเหลือแค่ 2 ปี คือฤดูกาล 1980-1982 โดยโทษห้ามลงสนาม สิ้นสุดลงในวันที่ 29 เมษายน 1982

ในชุดยูเวนตุส

       6 ปีผ่านไป ในปี 1981 ยูเวนตุส ตัดสินใจซื้อรอสซี่คืนมาในราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวคือ 5 แสนปอนด์...และยังเป็นการซื้อในช่วงที่เจ้าตัวยังอยู่ในช่วง"ห้ามลงสนาม"
       แต่รอสซี่ก็ซ้อม ซ้อม และซ้อม...ด้วยความหวังเล็กๆว่าจะติดทีมชาติไปฟุตบอลโลก 1982 ที่สเปน
       ไม่มีใครในอิตาลีเชื่อว่าจะมีชื่อเปาโล รอสซี่ ติดทีมชาติไปด้วย ยกเว้น เอ็นโซ เบียร์ซ็อต กุนซือทีมชาติที่ติดตามฝีเท้ารอสซี่มาตลอด และตัดสินใจใส่ชื่อ เปาโล รอสซี่ เป็นหนึ่งใน 24 ขุนพลลุยฟุตบอลโลก 1982
       และเมื่อจบฟุตบอลโลกปี 1982 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเอ็นโซ่ เบียร์ซ็อต คิดถูก!!!

       อิตาลี ไปสเปนโดยไม่ได้ถูกคาดหวังสูงจากกองเชียร์ และโชว์ฟอร์มรอบแรกแบบ"ห่วยแตก" เพราะทั้งๆที่อยู่ร่วมสายกับทีมที่ไม่ได้จัดว่า"น่ากลัว" คือโปแลนด์ แคเมรูน และเปรู แต่อิตาลีก็หวิดตกรอบแรก
       3 นัดในรอบแรก 3 นัด อิตาลียิงได้เพียง 2 ประตูโดยไม่รู้จักคำว่า"ชนะ" แต่ก็ผ่านเข้ารอบด้วยประตูได้เสียเหนือกว่า แคเมอรูน ที่ตกรอบโดยไม่มีคำว่า"แพ้" เพราะทั้ง 2 ทีมต่างเสมอรวด แต่อิตาลีโชคดีที่มีประตูได้เสียดีกว่า คือยิง 2 ประตู จึงเข้ารอบแบบ"หมอผี"ต้องน้ำตาตก

       เมื่อผ่านเข้ารอบ 2 เนื่องจากฟุตบอลโลกปี 82 เป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มจำนวนทีมรอบสุดท้ายจาก 16 เป็น 24 ทีม จึงมีการแบ่งสายรอบ 2 เป็น 4 กลุ่มเพื่อเอาที่ 1 แต่ละกลุ่มเข้ารอบรองชนะเลิศ
       ไม่น่าแปลกใจที่อิตาลี จะถูกมองว่าสิ้นสุดเส้นทางในฟุตบอลโลก 82 แค่นี้ เพราะทีมร่วมสายของอิตาลี คือแชมป์เก่า อาร์เจนตินา ที่มี2 นักเตะแชมป์โลก 4 ปีก่อน คือมาริโอ เคมเปส และ ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า เป็นตัวชูโรง และมีนักเตะหน้าใหม่คือดีเอโก้ มาราโดน่า
       อีกทีมคือ"เต็งหนึ่ง" บราซิล ที่มีนักเตะก้องโลกล้นทีม นำทีมโดยเปเล่ขาว ซิโก้ ฟัลเกา ฯลฯ....
       ใครๆก็มองว่านักเตะอัซซุรี่ ต้องกลับไปกินมะกะโรนีที่บ้านหลังจบรอบนี้

       แต่แค่นัดแรกของรอบ 2 อิตาลี ก็ทำให้ทุกคนหันกลับมามอง เมื่อพลิกล็อคชนะอาร์เจนตินา 2-1
       อิตาลียิงได้ 4 ประตูใน 4 เกม โดย"ศูนย์หน้า" ยังไม่มีสกอร์ ทำให้เบียร์ซ็อตถูกสื่ออิตาลีตำหนิถึงการเลือก"เปาโล รอสซี่" ที่ไม่ได้ลงสนามมา 2 ปีร่วมทีมไปด้วย
       เบียร์ซ็อตก็รู้ดี พร้อมประกาศ"ให้โอกาส"รอสซี่ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อพิสูจน์ตัวเอง
       น่าสงสารรอสซี่ เพราะทีมที่เขาต้องลงสนามเพื่อพิสูจน์ตัวเอง คือแซมบ้า บราซิล เต็งหนึ่งฟุตบอลโลก 1982

นัดลงถล่มบราซิล 3-2

 

       ก่อนที่จะเจอกัน นักเตะบราซิล ต้องการผลแค่"ไม่แพ้"ก็จะผ่านเข้ารอบตัดเชือก
       แต่ดูเหมือนบราซิลลืมนึกไปว่า อิตาลีมีนักเตะชื่อ เปาโล รอสซี่ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในอิตาลีถึงฟอร์มการเล่น แต่เมื่อพบกับบราซิล รอสซี่ก็ทำให้โลกรู้จัก ด้วยการ"แฮททริค"พาอิตาลีเฉือนบราซิล 3-2 และผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ
       ทีมที่อิตาลีเจอในรอบรองชนะเลิศ คือ โปแลนด์ ที่เสมอกันมาในรอบแรก 0-0
       แต่คราวนี้ไม่เหมือนคราวนั้น เพราะเปาโล รอสซี่ จัดการคนเดียว 2 ประตูให้อิตาลีชนะโปแลนด์ไป 2-0 ผ่านเข้าสู่เกมนัดชิงชนะเลิศ

       2 เกม 5 ประตู ..โลกรู้จักเปาโล รอสซี่ แล้ว

ประตูที่ยิงเยอรมนี

       ทีมที่เข้าชิงชนะเลิศกับอิตาลี คือเยอรมันตะวันตก(ในตอนนั้น)
       เกมนัดชิงชนะเลิศ เป็นการดวลกันของ 2 ชาติยุโรปที่เล่นกันคนละสไตล์ นั่นคือ อิตาลี ที่มีเกมรับสุดเหนียวตามรูปแบบการเล่นของทีม และเยอรมนี ทีมที่มีระบบการเล่นที่ไหลลื่นจากกองหลังผ่านกองกลางจนถึงกองหน้า
       ในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 82 กองหลังของอิตาลีสามารถ"จับตาย"กองหน้าของเยอรมันจนกระดิกตัวไม่ออก และฉวยโอกาสโต้กลับเร็ว จนสามารถทำประตูนำห่างถึง 3-0 ก่อนจะชนะไป 3-1 คว้าแชมป์โลกมาครองได้แบบพลิกประวิตศาสตร์
       เกมนัดชิง เปาโล รอสซี่ มีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ทำประตูกับเขาด้วย

อิตาลี ...ทีมที่ผ่านรอบแรกมาโดยไม่ชนะใคร
อิตาลี ...ทีมที่ผ่านรอบสองมาด้วยชนะทั้งเต็งหนึ่งและเต็ง 2 
อิตาลี ...ทีมที่คว้าแชมป์โดยมี"ดาวซัลโว" คือเปาโล รอสซี่ ที่ยิงเพิ่งอีกประตูในนัดชิง

       กรุงโรงไม่ได้สร้างวันเดียว...และเปาโล รอสซี่ ก็ไม่ได้แจ้งเกิดในนัดเดียว..
       แต่ในทางกลับกัน รอสซี่ ใช้เวลาเพียง 3 นัดก็ทำให้โลกรู้จัก และอิตาลีบันทึกประวัติศาสตร์ว่า ทารกเพศชายที่เกิดในคืนนั้นค่อนประเทศ ถูกตั้งชื่อเหมือนกันหมดว่า"เปาโล"

       จากคนที่"แพ้"ในข้อหา"ล้มบอล" สุดท้าย เปาโล รอสซี่ ก็เป็น"ผู้ชนะ"....
       และเป็นเส้นทางที่สอนให้ทุกคนจำไว้ว่า เมื่อ"ล้ม"ก็ต้อง"ลุก"และเดินเชิดหน้า....ให้ได้ !!!

ข้อมูลล่าสุด : @ 2013-10-10 15:49:27

สปอร์ตไอดอล